เปลื้อง-เนื้อ-หนัง

เปลื้อง-เนื้อ-หนัง โครงการศึกษาปัญหาสังคม
โดยชมรมศึกษาสิทธิมนุษยชนและสันติวิธี

18/04/2025

‘Vivos’ สารคดีของ อ้าย เว่ยเว่ย ว่าด้วยนักศึกษาถูกอุ้มหายในเม็กซิโก เปิดให้ชมฟรีในโอกาสครบรอบ 5 ปี
เนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปีของการเปิดตัวสารคดี Vivos ศิลปินและนักเคลื่อนไหวชาวจีนชื่อดัง อ้าย เว่ยเว่ย ได้เปิดให้รับชมผลงานเรื่องนี้ได้ฟรีเป็นเวลา 7 วัน
Vivos เป็นภาพยนตร์สารคดีที่บันทึกและถ่ายทอดเรื่องราวโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในปี 2014 ในเมืองอาโยซินาปา ประเทศเม็กซิโก ซึ่งนักศึกษาวิทยาลัยครูจำนวน 43 คนถูกบังคับให้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย โดยมีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับทั้งกลุ่มอาชญากรรมและเจ้าหน้าที่รัฐ
สารคดีเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เน้นการเล่าเหตุการณ์ในแง่ข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบาดแผลและความเศร้าโศกของครอบครัวผู้สูญหายที่ยังไม่ได้รับความยุติธรรมจนถึงทุกวันนี้ Vivos จึงเป็นทั้งบทบันทึกทางประวัติศาสตร์ และงานศิลปะที่พูดถึงความเปราะบางของชีวิต และพลังของเสียงของผู้ที่ถูกทำให้เงียบงัน
ด้วยภาพที่ทรงพลัง และวิธีการเล่าเรื่องที่เน้นความเป็นมนุษย์ Vivos เป็นหนึ่งในผลงานที่ตอกย้ำแนวทางของอ้าย เว่ยเว่ย ในการใช้ศิลปะเพื่อการเคลื่อนไหวทางสังคม และตั้งคำถามกับอำนาจรัฐอย่างไม่เกรงกลัว
ใครที่สนใจ สามารถไปลงทะเบียนเพื่อรับโค้ดสำหรับชมฟรีได้ที่ https://avantarte.com/releases/ai-weiwei-vivos-film โดยหนังจะเปิดให้รับชมฟรีออนไลน์ได้ถึงวันที่ 24 เม.ย. นี้

16/04/2025

กลุ่มนักศึกษาภาพยนตร์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในนาม ‘จับฉาย - JuBchaii’ จัดกิจกรรมฉายภาพยนตร์ ‘จับฉาย’ ครั้งที่ 20 จากกลุ่มคนทำหนังชาวเมียนมาในยุคหลังการรัฐประหารปี 2564 จนถึงปัจจุบัน เพื่อส่งแรงใจถึงชาวเมียนมา หลังต้องเผชิญเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหวขนาด 8.2 แมกนิจูด เมื่อ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา และก่อนหน้านี้ ชาวพม่าต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 น้ำท่วม สงครามกลางเมืองที่สืบเนื่องมาจากการทำรัฐประหาร และแม้แต่ในห้วงวิกฤตแผ่นดินไหว กองทัพพม่ายังคงใช้เครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิดใส่ประชาชนชาวเมียนมาที่กำลังได้รับความลำบาก

งานฉายภาพยนตร์จะจัดขึ้นในวันศุกร์นี้ (18 เมษายน 2568) ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ที่ห้องฉายภาพยนตร์ Screening Room C4 - 101 คณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญฉายหนัง “Reels for Relief: Myanmar Earthquake Fundraiser” โดยกลุ่มคนทำหนังชาวเมียนมา เพื่อระดมทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งล่าสุด

นอกจากกิจกรรมของกลุ่มจับฉาย ผู้สื่อข่าวพบว่ามีกลุ่มคนฉายหนังอิสระอื่นๆ ที่จัดฉายหนังเพื่อผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวเมียนมาอีกเช่นกัน อาทิ ‘Dude, Movie’ ที่จัดฉายหนัง ณ สวนอัญญา - เฮือนครูองุ่น มาลิก : หอประวัติศาสตร์ประชาชนภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจัดไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อ 12 เมษายนที่ผ่านมา และจะมีการจัดฉายอีกครั้งในวันเสาร์ที่ 19 เมษายนนี้ รายละเอียดติดตามได้ในเพจเฟซบุ๊ก Dude, Movie

อ่านต่อลิงก์ในคอมเมนต์

05/04/2025

Twilight Over Burma ความหวังของแสงที่อาจจะมาแทน ‘สิ้นแสงฉาน’ ในวันรัฐประหารของพม่า
Twilight Over Burma (Austria, Sabine Derflinger, 2015) คือภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่องมาจากหนังสือ ‘สิ้นแสงฉาน’ (Twilight Over Burma) นวนิยายแปลจากงานเขียน อิงเง่ ซาร์เจนท์ หญิงชาวออสเตรีย อดีตมหาเทวีแห่งสีป้อ (สำนักพิมพ์มติชนตีพิมพ์ แปลโดยมนันยา) นวนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องราวรักโรแมนติกของตัวผู้เขียนเอง ซึ่งพรหมลิขิตพาให้มาพบรักและใช้ชีวิตคู่กับเจ้าฟ้าจาแสงแห่งรัฐฉาน แต่แล้วโชคชะตาก็พลิกผันเมื่อเกิดรัฐประหารโดยนายพลเนวิน เมื่อปี พ.ศ. 2505 ทำให้เธอต้องพาลูก ๆ หนีออกมาจากประเทศ โดยไม่รู้แม้แต่ชะตากรรมของสามีผู้เป็นเจ้าแห่งรัฐฉาน
เรื่องราวของภาพยนตร์เริ่มต้นขึ้นจากการพบรักของเจ้าฟ้าจาแสง (แสดงโดย ทวีฤทธิ์ จุลละทรัพย์ นักแสดงชาวไทย) กับอิงเง่ ซาร์เจนท์ (แสดงโดย มาเรีย แอห์ริค นักแสดงชาวเยอรมัน) ตอนเรียนที่อเมริกา แล้วต่อมาทั้งคู่มาใช้ชีวิตร่วมกันที่รัฐฉาน ประเทศพม่า (ใช้ชื่อประเทศโดยอิงบริบทยุคนั้น) ในช่วงหลังจากที่พม่าหลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศนี้ว่าหลังจากนี้จะก้าวหน้าไปทางไหน ระหว่างการให้อำนาจประชาชนเพื่อปูทางไปสู่การเป็นประเทศประชาธิปไตย กับการดึงอำนาจเข้ามาสู่รัฐซึ่งมีกองทัพอยู่เบื้องหลัง
อย่างไรก็ตาม ‘สาร’ ที่แฝงในหนัง แม้จะวาดภาพ ‘ทหาร’ เป็นตัวร้าย ผ่านความโหดร้ายในช่วงของการปฏิบัติการเพื่อความมั่นคงของรัฐหลังรัฐประหาร แต่อีกมุมกลับเต็มไปด้วยกลิ่นของ ‘โฆษณาชวนเชื่อ’ ของกลุ่มเจ้าผ่านบทบาทของทั้งเจ้าฟ้าจาแสง ซึ่งเป็นเจ้าที่เรียนรู้วิทยาการจากตะวันตก (การทำเหมือง) เพื่อนำความรู้มาพัฒนาประเทศ และต้องการนำประชาธิปไตยมาสู่ดินแดนพม่า
แม้ว่าเวลานั้นเอง รัฐฉานจะสิ้นแสงเพราะรัฐบาลทหาร แต่ในวันที่ความมืดคล่อย ๆ คลายตัวลง แสงใหม่ที่มาแทน แม้จะยังเป็นแสงที่ไม่แรงกล้ามาก แถมการรัฐประหารในปี 2564 อาจจะทำให้ประเทศนี้ถอยหลังกลับไปอีกหลายก้าว
อ่านบทความฉบับเต็มได้จากลิ้งก์ในคอมเมนต์ด้านล่าง
เรื่อง: ณัฐกร เวียงอินทร์

28/03/2025

พากย์ไทยที่ NETFLIX: เอาชีวิตรอดในเหตุแผ่นดินไหวครั้งประวัติศาสตร์!

เรื่องราวของหายนะทางธรณีถล่มกรุงโซลราบเป็นหน้ากลอง ทว่ายังมีอพาร์ทเม้นท์ฮวางกุงเป็นสถานที่เดียวที่เหลืออยู่ ผู้รอดชีวิตที่เหลือจึงต้องรวมตัวกันที่นี่ ที่เป็นดั่งปราการสุดท้ายที่จะมีลมหายใจต่อไป...

Concrete Utopia (วิมานกลางนรก)
2 ชั่วโมง 5 นาที


ินออฟ

28/03/2025

Conclave (2024)

ไม่เสียงแรงเป็นหนังที่ถูกพูดถึงว่าพวกฝั่งขวาวาติกันดูแล้วหัวร้อนฉุย เพราะองคาพยพทั้งเรื่องมันวิพากษ์วิจารณ์ท่าที ‘ปิดตัวเอง’ จากโลกของคริสตจักร และตั้งคำถามต่อความบริสุทธิ์ของมนุษย์ซึ่งว่าไปแล้วอาจเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงเสียด้วยซ้ำ

สันตะปาปาสิ้นพระชนม์ พระคาร์ดินัลจึงต้องลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อหาสันตะปาปาคนใหม่ เรื่องเริ่มเดือดดาลตั้งแต่การพยายามล็อบบี้กันว่าควรเลือกใคร มีตั้งแต่คาร์ดินัลที่ออกตัวต่อต้านโลกคิดแบบเก่าๆ ของคริสต์และประกาศถึงความหลากหลายด้วยท่าทีแข็งกร้าว, คาร์ดินัลสัญชาติอิตาลีที่เชิดชูภาษาละตินและมีแนวโน้มจะชิงชัง ‘ความเป็นอื่น’ ที่ไม่ได้มาจากโรม, คาร์ดินัลจากไนจีเรียที่เป็นสายอนุรักษ์ หรือคาร์ดินัลสายกลางที่ก็ไม่รู้จะสร้างความเปลี่ยนแปลง หรือนำพาคริสตจักรไปทางไหนได้บ้าง

การเลือกตั้งเกิดขึ้นในสถานที่ปิด คาร์ดินัลทั้งหมดถูกห้ามไม่ให้รับรู้ข่าวสารและความเคลื่อนไหวจากภายนอก เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนเสียง และต้องเลือกจนกว่าจะมีแคนดิเดตที่ได้รับคะแนนเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จ หากแต่ยิ่งเลือกตั้งไป ข่าวกระซิบกระซาบว่าด้วยความด่างพร้อย -ในฐานะมนุษย์- ของแคนดิเดตก็ลือสะพัดไปทั่ว สิ่งที่ล็อบบี้กันไว้แต่แรกจึงเริ่มสั่นคลอน ขณะที่บริบทแวดล้อมของหนังเองก็ชี้ชัดว่า มีบางอย่างเดือดดาลอยู่ที่โลกข้างนอก แต่หนังไม่อนุญาตให้คนดูรับรู้ ด้านหนึ่ง เราจึงตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเหล่าคาร์ดินัลทั้งหลายอยู่กลายๆ เราเห็นและรับรู้แค่สิ่งที่เกิดขึ้นในโบสถ์ แต่พ้นจากนั้น สุ้มเสียงแว่วไกล แรงสะเทือนบางอย่าง เป็นสิ่งที่หนังไม่มอบคำตอบให้ใครทั้งสิ้น

ชอบวิธีการที่มันตั้งคำถามต่อท่าทีปิดตัวเองจากโลกภายนอกของหนังมากๆ ตัวละครทุ่มเทความพยายามให้คาร์ดินัลทุกคนใช้เวลากับตัวเองเพื่อจะได้เลือกตั้งอย่างไม่หวั่นไหว แต่โลกข้างนอกก็แทรกตัวเข้ามาอยู่เป็นระยะ ผ่านเสียงแว่วไกลๆ, แรงสะเทือน รวมทั้งความรุนแรงในช่วงท้าย โลกภายนอกรุกคืบเข้ามาในนามของความเปลี่ยนแปลง เป็นความท้าทายที่ศาสนา -ซึ่งไม่ใช่แค่คาทอลิก- ต้องเผชิญและรับมือ โลกภายนอกและความเปลี่ยนแปลงรุกคืบเข้ามาหาพวกเขาตั้งแต่ที่มีคนยื่นข้อเสนอว่าภาษาละตินเป็นภาษาที่ตายแล้ว ไม่ควรใช้ในหมู่คาร์ดินัลอีกต่อไป decentralize ส่วนกลางที่เดิมมีแค่คนกลุ่มเดียวที่ยึดครองอำนาจไว้

หรือเมื่อคาร์ดินัลจากสถานที่ต่างๆ และรับเอาแนวคิดของพื้นที่อื่นเข้ามามีบทบาทในคริสตจักรมากกว่าเดิม คริสตจักรในแบบที่คาร์ดินัลสายอนุรักษนิยมจึงเปลี่ยนไปอย่างที่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ มีคาร์ดินัลที่เป็นคนอินเดียซึ่งพวกเขาออกเสียงชื่อไม่ถูก หรือคาร์ดิลนัลสัญชาติเม็กซิกันที่ทำงานในอัฟกานิสถาน และถูกเลือกโดยสันตะปาปาผู้จากไป โลกภายนอกรุกคืบเข้ามาฝกล้คริสตจักรมากขึ้นเรื่อยๆ แต่พวกเขาเฝ้าปิดตัวเองเงียบเชียบเหมือนเต่าซุกตัวอยู่ในกระดอง

คาร์ดินัลลอว์เรนซ์​ (ที่ปฏิเสธทั้งเรื่องว่าไม่อยากได้ยินข่าวลือกรือการซุบซิบอะไร แต่ก็ฟังตลอดเวลา) ย้ำว่า certainly หรือความแน่นอนไม่อาจเป็นสิ่งเดียวกับความศรัทธาได้ เพราะความศรัทธาโดยตัวของมันเองแล้วเป็นสิ่งมีชีวิต มันใคร่รู้ มันตั้งคำถาม เมื่อมีความแน่นอนศรัทธาจึงไม่เกิด -และในทางกลับกัน ความไม่แน่นอนและความลึกลับหรือกระทั่งความดำมืดบางอย่างนี่เอง ที่หล่อเลี้ยงศาสนาในมนุษยชาติเสมอมา

อีกด้านหนึ่ง ไม่แปลกใจที่พอหนังออกฉายแล้วคนจะโกรธ เพราะเหมือนมันฉายภาพความสกปรกในฐานะมนุษย์สามัญของคนที่ควรจะผ่องแผ้วมากๆ และถ้ามองไกลออกไป มันก็กำลังบอกว่าสันตะปาปาคนก่อน -ที่ก็ถูกเลือกขึ้นมาจากคาร์ดินัลสามัญทั้งหลาย- ล้วนมีข้อสกปรกติดตัวทั้งนั้นไม่ว่าจะมากจะน้อยแค่ไหน

แล้วคาร์ดินัลลอว์เรนซ์นี่เองจริงๆ มันดูเป็นคนที่หนังไม่เล่าอะไรเยอะ ไม่ค่อยพูดเรื่องของตัวเอง (เพราะเอาแต่ฟังเรื่องซุบซิบจากคนอื่น) แต่มองภาพรวมก็คงเห็นว่าเหลี่ยมเอาเรื่อง อย่างการใช้ฐานะบาทหลวงของตัวเองเป็นพื้นที่ในการสารภาพบาปเพื่อขุดเอาข้อเท็จจริงบางอย่างนี่ก็หมิ่นเหม่อยู่ไม่น้อย, การไม่ลังเลที่จะเข้าแทรกแซงกระบวนการบ้างอย่างภายใต้ภาพของการเป็นคนเคร่งครัดเรื่องกฎที่สุด หรือท่าทีพร้อมแหกทุกกฎเพื่อเข้าหาคำตอบที่ตัวเองสงสัย และสิ่งนี้ก็ดูจะตอบคำถามสีหน้าของเจ้าตัวในฉากสุดท้ายด้วย

อีกด้าน ผู้หญิงไม่เคยอยู่ในสายตาของศาสนจักร หรือใจร้ายกว่านั้นคือมีหน้าที่เป็นแค่เครื่องมือในการทุบทำลายอีกฝ่าย ผู้หญิงจึงเป็นสิ่งเป็นอื่นสำหรับคริสต์ ช่วงสุดท้ายของหนังจึงน่าสนใจมากๆ เมื่อเราพินิจตำแหน่งแห่งที่ของ ‘ความเป็นหญิง’ ในบริบทแห่งความเป็นชาย ทั้งยังเป็นชายที่อยู่ ‘วงนอก’ ของคาร์ดินัลคนอื่นๆ อีกทีด้วย

องก์จบของหนังนี่โคตรโหด ตกใจจนอ้าปากค้าง ทั้งทางออกที่ตัวละครมอบให้กันมันก็น่าสนใจมากๆ ทั้งการโอบกอดความแตกต่างหลากหลายซึ่งเป็นนิยามแบบโลกใหม่ และการอธิบายมันด้วยตรรกะแนวคิดแบบคริสต์ (“เราจะดำรงอยู่เช่นนี้ต่อไปโดยไม่แก้ไขสิ่งที่พระเจ้าสร้างมา”) มันแม่นยำมากๆ
สุดท้ายแล้วศาสนจักรก็ฝืนปิดตัวเองจากโลกต่อไปไม่ได้ พวกเขาปฏิเสธโลกใหม่ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เต่าถูกคาร์ดิลนัลอุ้มขึ้นมาสู่โลกภายนอก -อาจจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มันได้ออกมาเยือนนอกห้องปิดทึบแห่งนั้น
จังหวะกำกับดีด้วยมั้ง พอมันเล่าด้วยสายตาและไวยากรณ์แบบธริลเลอร์ก็ดูเดือดดาลไปหมด ชอบงานเรื่องนี้ของผู้กำกับมากกว่าเรื่องก่อนหน้าของเขาอย่าง All Quiet on the Western Front (2022) มากๆ เหนืออื่นใดคืองานกำกับภาพที่สวยไปหมด สวยทุกช็อต

28/03/2025

“The Brutalist เป็นหนังเกี่ยวกับการเดินทางฝ่าอุปสรรคต่างๆ นานาของแนวคิดทางศิลปะ สถานการณ์เหมือนสิ่งแปลกปลอมที่หลงเข้ามาในสังคมที่มีความคิด ความเชื่อ และประเพณีของตัวเองอยู่ พอเห็นสิ่งประหลาดที่ว่าเข้า ย่อมรังเกียจ อยากจะขับออกไป
“สถาปัตยกรรมแนวบรูทัลลิสต์ (brutalist) ในยุค 50s เป็นเหมือนสิ่งแปลกปลอม พอโจทย์ [ในหนัง] คืออาคารที่สง่างามเป็นสัญลักษณ์ของเมือง อาคารปูนเปลือยดิบๆ แนวบรูทัลลิสต์แบบที่ทอธตั้งใจจะสร้างจึงไม่ตอบโจทย์ความต้องการของชาวบ้านโดยสิ้นเชิง”

“…กระแสแนวคิดแบบโมเดิร์นนิสต์เป็นต้นทางของบรูทัลลิสต์ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากสถาบันเบาเฮาส์ (Bauhaus) ที่มีมาร์เซล บรูเออร์, พอล รูดอล์ฟ และหลุยส์ คาห์น เป็นมาสเตอร์คนสำคัญที่มีผลงานแนวนี้สร้างจริงขึ้นมาก่อน เพื่อเป็นแนวปะทะกับฝ่ายต่อต้านตลอดครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20”
“The Brutalist เป็น psychodrama ที่มีสาระเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมเป็นศูนย์กลาง มีการกดขี่ข่มเหงและเอาเปรียบระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ ไม่ว่าจะในสถานการณ์สงคราม ในบริบทที่อ้างว่ามีเสรีภาพในโลกธุรกิจที่ยกย่องเชิดชูความงามของสถาปัตยกรรม หนังไม่ได้ตั้งใจยกย่องอัจฉริยภาพของตัวสถาปนิก แต่เน้นไปที่ช่วงชีวิตของเขาที่ถูกกระทำต่างๆ นานา ล้วนเป็นบาดแผลสาหัสในชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งที่ตั้งใจจะสร้างสรรค์ผลงานอันยิ่งใหญ่ทิ้งเอาไว้ให้เป็นตำนาน”

ประธาน ธีระธาดา เขียนถึงหนังเรื่อง The Brutalist ผ่านสามมุมมอง คือมองในฐานะภาพยนตร์ งานสถาปัตยกรรม และอีโก้ของมนุษย์
อ่านได้ที่ https://www.the101.world/the-brutalist-as-architecture/

ภาพประกอบ: พิรุฬพร นามมูลน้อย

28/03/2025

4 โมงเย็นวันนี้ เราจะมีชีวิตต่อยังไง...ทิชชู 8 ม้วนจะเอาอยู่หรือไม่?
ทะเล หินลาวาสีดำ ส้ม แฮนยอ...ความผูกพันของคนพื้นถิ่น ในเมืองริมหาดที่สวยงามเต็มไปด้วยวัฒนธรรม และความรักระหว่างหนุ่มสาว เป็นสิ่งที่ When Live Gives You Tangerines หรือ ยิ้มไว้ในวันที่ส้มไม่หวาน ซีรีส์เรื่องล่าสุดจาก Netflix เสิร์ฟเราอย่างเต็มที่
แต่ในอีกมุมหนึ่งชีวิตของ ‘แอซุน’ หญิงสาวลูกแฮนยอไม่มีพ่อ ที่ต้องปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่เด็ก ก็สะท้อนให้เห็นความขมของชีวิตจริงที่ผู้หญิงเชจู รวมถึงผู้หญิงอีกหลายคนในเกาหลีได้สัมผัส
สำนักข่าวทูเดย์ ชวนทุกคนไปหาคำตอบ ในรายการ Series Society ว่า ทำไมเกิดเป็นหญิงเชจู ทั้งที่อุ้มชูเกาะนี้มา แต่กลับต้องอยู่ใต้อำนาจปิตาธิปไตย รวมถึงวัฒนธรรมที่แฝงอยู่ ในเกาะที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ผ่านซีรีส์ When Life Gives You Tangerines ยิ้มไว้ในวันส้มไม่หวาน ค่ะ
***ใครหลบสปอยล์ ยังไม่เคยดูเลย หนีไปก่อนแล้วค่อยกลับมาอ่านกันนะ แต่ถ้าดูบ้างแล้ว มาอ่านยาวๆ กันเลย***
[เรื่องย่อ When Live Gives You Tangerines]
สำหรับ ยิ้มไว้ในวันที่ส้มไม่หวาน เล่าเรื่องราวชีวิตของ โอแอซุน (รับบทโดย ไอยู) ลูกสาวของ จอนกวังรเย (รับบทโดย ยอมฮเยรัน) แฮนยอนักดำน้ำหาของทะเล ที่ต้องดิ้นรนเลี้ยงครอบครัว
แอซุนรักการเขียนบทกวี มีความฝันที่จะเรียนสูงๆ กวังรเย รู้ดี และพยายามจะส่งลูกสาวให้ถึงฝั่งฝัน อย่างสุดความสามารถ
แต่โชคร้าย กวังรเยป่วยและเสียชีวิต เพราะโรคจากการดำน้ำรุมเร้า ทำให้แอซุนไม่เหลือใคร นอกจาก ยังกวานชิก (รับบทโดย พัคโบกอม) หนุ่มแสนดีคนซื่อ ที่คอยช่วยเหลือและรักแอซุนมาตลอด
แม้ว่าแอซุนจะปฏิเสธมาเสมอ เพราะอยากหลุดพ้นไปหาโอกาสบนแผ่นดินใหญ่ในเมืองโซล แต่แล้วชีวิตที่พลิกผัน ก็เหมือนชะตาของสองคนนี้ผูกกันไว้ ท้ายสุดเธอก็เลี่ยงหนุ่มเชจูไปไม่ได้
[แฮนยอ มาตาธิปไตยใต้อำนาจชาย]
ถ้าความเชื่อหลักของเกาหลี คือผู้ชายหาเลี้ยงครอบครัว ผู้หญิงเป็นแม่บ้าน แต่ทำไมแฮนยออย่าง กวังรเย ถึงรับหน้าที่หลักในการหาเลี้ยงครอบครัว แล้วทำไมอาชีพดำหาอาหารทะเล โดยไม่ใช้ถังออกซิเจน ถึงกลายเป็นอาชีพของผู้หญิงไปได้
สำหรับคนที่อาจไม่รู้จัก แฮนยอ มาก่อน พวกเธอเป็นนักดำน้ำหญิง ที่เก็บของทะเลอย่างหอย สาหร่าย โดย ‘แฮ’ แปลว่า ทะเล ‘นยอ’ แปลว่าผู้หญิง รวมกันแล้ว จึงหมายถึง ผู้หญิงแห่งท้องทะเล นั่นเอง
โดยภาษาถิ่นของเชจูจะเรียกว่า จามนยอ '잠녀' หรือ โจมนยอ '좀녀’ อันที่จริงแล้ว ในอดีตมีนักดำน้ำชายลักษณะนี้เช่นกัน แต่ใน ศตวรรษที่ 18 พอมีสงคราม ผู้ชายโดนเกณฑ์ไปรบ หรือบางคนออกทะเลไปทำงานแต่เสียชีวิต ไม่ได้กลับบ้าน ผู้หญิงก็ต้องมารับหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัวแทน
นั่นถึงทำให้ ท่ามกลางระบอบปิตาธิปไตยที่ห้อมล้อม บ้านของแอซุน และสังคมแฮนยอ กลับเป็นภาพของครอบครัวกึ่งมาตาธิไตย ที่แม่เป็นใหญ่ในบ้าน การเติบโตมากับแม่ที่เป็นหัวหน้าครอบครัว อาจจะมีส่วนสร้างให้แอซุนเห็นว่า ผู้หญิงไม่จำเป็นจะต้องอยู่เป็น ‘คนรับใช้’ ในบ้าน เสมอไป
เราถึงได้เห็นจังหวะที่ แอซุนเปรี้ยวถึงขั้นตบจมูกหินคุณปู่ทลฮารือบัง ค้านกับความเชื่อที่ว่า ถ้าลูบจมูกคุณปู่จะได้ลูกชายด้วย
อำนาจที่ว่านี้ ไม่เพียงถูกเก็บกักอยู่แค่ในบ้านเท่านั้น ด้วยข้อจำกัดทางสังคมและการเมืองในโลกภายนอก ผู้หญิงก็ยังไม่สามารถเข้าถึงตำแหน่งผู้นำได้ สถานะสูงสุดที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะเป็นได้ จึงจำกัดอยู่แค่ การเป็น ‘ลูกที่น่าภูมิใจ’‘เมียที่นำโชคนำลาภมาให้สามี’ และ ‘สะใภ้มอบลูกชายไว้สืบทอดตระกูล’ เท่านั้น
จึงไม่แปลกที่ แอซุนจะต้องใช้เวลายาวนานกว่า 20 ปี ถึงจะสลัดคำว่า ‘รอง’ ออกจากข้างหน้าตำแหน่งของเธอได้
When Life Gives You Tangerines ใส่รายละเอียดของแฮนยอไว้ แม้จะสั้นๆ แต่ก็ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นระบบสังคมของแฮนยอ พวกเธอจะทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มไม่ทิ้งกัน และมีความเชื่อว่าสิ่งที่อันตรายที่สุด คือความโลภ จงเก็บเท่าที่จะกลั้นหายใจได้ก็พอ
สิ่งพิเศษอย่างหนึ่งที่ซีรีส์ไม่พลาดที่จะใส่เอาไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง คือเสียง ‘ซุมบีโซรี’ เสียงหวีดหวิวเอกลักษณ์ของแฮนยอ ที่พวกเธอจะทำกันเมื่อขึ้นจากน้ำ เพื่อปล่อยลมออกมาหลังจากที่กลั้นหายใจเอาไว้อยู่หลายนาที
น่าเสียดายที่เสียงซุมบีโซรี อาจจะเหลือให้ฟังเพียงแค่ในละครหรือสารคดีเท่านั้น เพราะจำนวนแฮนยอน้อยลงไปทุกที เพราะหลายคนก็อาจจะคิดเหมือนกับ กวังรเย และ แอซุน ว่าไม่อยากให้ลูกหลานต้องมาทำอาชีพที่ทั้งลำบากและเสี่ยงอันตรายนี้ แม้ว่าของทะเลที่แฮนยอจับได้จะได้ราคาดีก็ตาม
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเหตุผล ทำให้แฮนยอไม่ใช่อาชีพที่น่าดึงดูดยิ่งไปกว่าเดิม ทั้งสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้พวกเธอดำลงน้ำได้น้อยวันลง และเสี่ยงอันตรายมากขึ้น ภาวะโลกร้อนโลกรวน ทำให้จำนวนและคุณภาพของอาหารทะเลที่หาได้ลดลง ตามมาด้วยรายได้ที่ลดลงตาม สวนทางกับอายุของแฮนยอที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ต่อให้รัฐการสนับสนุนมากขนาดไหน ก็ไม่เป็นผล
ครั้งหนึ่งช่วงปลายปีก่อน Series Society เคยมีโอกาสไปพูดคุยกับคุณป้าแฮนยอถึงเกาะเชจู คุณป้าเล่าว่า ทางรัฐเอง มีการประกันราคาของทะเลตามอายุ ยิ่งอายุมากก็จะยิ่งได้ราคาต่อกิโลกรัมมาก
รวมถึงการให้ทุนเรียนเป็นแฮนยอ นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่วัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง อย่างที่เราอาจจะเคยได้เห็นในซีรีส์ Our Blues หรือ Welcome To Samdalri
ตามรายงานจากหน่วยงานรัฐบาลของเชจู ระบุว่า ในปี 2023 จำนวนแฮนยอที่ยังทำงานอยู่เหลือเพียง 2,838 คน ลดลง 387 คน จาก ปี 2022 และยิ่งน้อยลงไปอีกเมื่อเทียบกับปี 1970 ซึ่งเกาะเชจูเคยมีแฮนยอมากกว่า 14,000 คน
อย่างหมู่บ้านแฮนยอที่ Series Society มีโอกาสไปสัมผัส แฮนยอน้องเล็กที่สุดของหมู่บ้าน ก็มีอายุปาเข้าไปในวัย 60 ปีแล้ว
อย่างไรก็ดี แฮนยอ สัญลักษณ์​ของหญิงแกร่ง ท่ามกลางความเชื่อแบบปิตาธิปไตย ไม่ใช่แค่สิ่งเดียวที่กำลังหายไปจากเกาหลีใต้ ยังมีอีกสิ่ง นั่นคือความเท่าเทียมทางเพศ ที่นับวันสถานการณ์ยิ่งดูจะรุนแรงขึ้น
[ปิตาธิปไตยตั้งแต่รากยันผล]
กลับไปที่ ชีวิตแสนเศร้าของแอซุน นอกจากชะตาชีวิตจะใจร้ายกับเธอแล้ว ยังมีเหตุมาจากความเชื่อแบบเก่า การแบ่งแยกชนชั้น และปิตาธิปไตย ที่บีบเธอไว้ไม่มีสิ้นสุด เพราะน้ำตาแต่ละหยดของเธอ ล้วนมาจากความอยุติธรรมทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัวฝั่งพ่อที่ไม่ให้ปลาเธอกิน เพราะหลานสาวอย่างเธอสอบได้ที่หนึ่งแต่จงกูหลายชายได้ที่โหล่ ทำให้เธอกลายเป็นตัวแย่งโชคดีไปโดยอัตโนมัติ
ต่อด้วย เธอได้คะแนนเสียงสูงสุดแต่กลับไม่ได้เป็นหัวหน้าห้อง เพราะอีกฝั่งเป็นลูกผู้มีอิทธิพล หรือการที่เธอกับกวานชิกทำความผิดเดียวกัน แต่มีแค่เธอเท่านั้นที่โดนไล่ออก ไปจนถึง การถูกตั้งแง่รังเกียจเพราะพ่อแม่ตาย
ไม่ใช่ไม่รู้ แต่ ณ เวลานั้น ถึงผู้คนบางส่วนจะรู้ว่านี่มันอยุติธรรมเหลือเกิน แต่ก็เลือกจะเพิกเฉยด้วยความชินชา
ทำไมความเหลื่อมล้ำและอยุติธรรม จึงดูเหมือนว่าจะฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของชาวเกาหลีกันนะ?
ย้อนไปก่อนยุคโชซอน ผู้หญิงและผู้ชายดูมีความเท่าเทียมพอสมควร อย่างในราชวงศ์โครยอ (918-1392) เป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ พ่อแม่ตายแล้วก็หารมรดกเท่าๆ กัน ถ้าสามีตายก็แต่งงานใหม่ได้ แถมยังได้รับความไว้วางใจให้ดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่า ผู้ชายส่วนใหญ่ก็เลยจะแต่งเข้าบ้านภรรยา
ลูกๆ ก็แบ่งหน้าที่ทำพิธีกรรมให้พ่อแม่ หลังจากเสียชีวิตอย่างเท่าเทียมกัน ถึงแม้ว่าผู้หญิงจะไม่ได้มีบทบาททางธุรกิจหรือการเมือง แต่หากเป็นเรื่องภายในครอบครัว พวกเธอก็ดูจะมีบทบาทสำคัญ มีความเป็นอิสระ และมีเสียงในการตัดสินใจมากพอควร
มาจนถึงช่วงที่ ราชวงศ์โครยอและพุทธศาสนาเริ่มเสื่อมอำนาจ แนวคิดของลัทธิขงจื๊อใหม่ก็เริ่มเข้ามามีอิทธิพล และเมื่อผลัดแผ่นดินเข้าราชวงศ์โชซอน พระเจ้าแทโจก็เอาลัทธิขงจื๊อใหม่มาเป็นปรัชญาในการปกครอง
ขงจื๊อเป็นนักปรัชญา อาจารย์ และนักการเมือง ชาวจีน ผู้สร้างหลักคติธรรมที่กลายเป็นอัตลักษณ์ของคนจีน แต่แนวคิดแบบขงจื๊อที่เกาหลีรับมาถูกพัฒนามาทีหลังจากที่ขงจื๊อเสียชีวิตไปหลายปี
โดยหนึ่งในคนสำคัญ ที่ทำให้ความเชื่อของขงจื๊อกลับมาฮิต จนแพร่อิทธิพลไปในเอเชียตะวันออกรวมถึงเกาหลี คือ จูซี นักปรัชญาลัทธิขงจื๊อที่อยู่ในสมัยราชวงศ์ซ่ง ที่ฟื้นฟูความเชื่อขึ้นมาและเขียนตำราอธิบายคำสอนของขงจื๊อไว้
บทความโดย ปรีชญา ธนยุวัฒน์ เรื่อง ส้มในมือคุณ หวานอมเปรี้ยวติดปลายขมกันไหม? When Life Gives You Tangerines เกิดเป็นหญิงเกาหลีแท้จริงแสนลำบาก ซึ่งเผยแพร่ไว้กับ สำนักข่าวทูเดย์ อธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า
ลัทธิขงจื๊อใหม่ในเกาหลี จะเน้นหนักไปทางด้านศีลธรรม และการปฏิบัติตัวตามจารีตและประเพณี โดยหลักความเชื่อที่เกี่ยวกับผู้หญิง เช่น หลักเชื่อฟังสาม สี่คุณธรรม (삼종사덕, 三從四德) ก็ชี้ว่าผู้หญิงเกาหลีต้องเคารพและจงรักภักดีต่อผู้ชาย
และสามสิ่งที่ผู้หญิงต้องเชื่อฟังตลอดชีวิต คือ บิดา สามี และลูกชาย ตอนเป็นลูกสาวก็เชื่อพ่อ แต่งงานแล้วก็เชื่อฟังสามี พอสามีตายก็เชื่อฟังลูกชาย รวมถึง คุณธรรมสี่ประการที่ผู้หญิงพึงมี ยังประกอบด้วย
1) ต้องเป็นหญิงที่มีจริยธรรม จิตใจบริสุทธิ์
2) ต้องรักษากิริยามารยาท และความเรียบร้อย
3) ต้องพูดจาสุภาพ ไม่พูดมากเกินไป
4) ต้องเป็นแม่บ้านที่ดี ดูแลบ้านเรือนและครอบครัว
เมื่อความเชื่อเปลี่ยน จากตอนโครยอที่มีสิทธิ์พอควร กลายเป็นสิทธิ์เลยหายเกลี้ยง และการแต่งงาน ผู้หญิงก็กลายเป็นฝ่ายต้องแต่งเข้าบ้านสามี
แต่ความย้อนแย้ง คือ ชื่อของเธอกลับไม่อยู่ในทะเบียนตระกูลของสามี เพียงบันทึกไว้ข้างชื่อของสามี ว่าเป็น ‘ภรรยา’ เท่านั้น แถมเมื่อสามีตายก็ไม่มีสิทธิ์รับมรดกอีก เพราะมรดกจะถูกส่งต่อให้ผู้ชายในตระกูล
ในสมัยโชซอนก็มีจริยธรรมว่าด้วยการเป็นภรรยาและลูกสะใภ้ที่ดี (열녀효부; 烈女孝婦) บอกว่า ภรรยาต้องมีความซื่อสัตย์ ภักดีต่อสามีเหมือนลูกที่กตัญญูต่อพ่อแม่ และลูกสะใภ้ต้องดูแล ปรนนิบัติพ่อแม่สามีให้ดีกว่าพ่อแม่ตัวเอง ​
อีกทั้งผู้หญิงเกาหลีสมัยก่อน จะทำอะไรก็ต้องขออนุญาตสามีเสมอ จะคิดเองทำเองไม่ได้ ถ้าฝ่าฝืนก็เชื่อกันว่าจะทำให้ประเทศล่มจม ตระกูลพินาศ
กลับกัน สามีก็มีสิทธิ์เหนือภรรยาทุกประการ ถ้าภรรยามีลูกชายไม่ได้ ก็ถือว่าประพฤติตัวไม่ดี ขอหย่าเองได้เลย เรื่องลงไม้ลงมือก็เหมือนจะทำได้ ไม่ผิดอะไร ถึงกับมีสำนวนติดตลกว่า “ถ้าไม่ตีเมียสามวัน เธอจะกลายเป็นหมาจิ้งจอก”
ทั้งนี้ หมาจิ้งจอกตามความหมายของเกาหลี ก็ให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับเสือสมิงบ้านเรา คือเจ้าเล่ห์มารยา แปลงเป็นสาวงามเพื่อล่อให้ผู้ชายมาหา แล้วเชือดทิ้งนั่นเอง
รวมถึงวลี “ผู้หญิงกับปลาแห้งต้องตีทุกสามวันถึงจะรสดี” (여자와 북어는 삼일에 한 번씩 패야 맛이 좋아진다) ก็เป็นวลีที่ใช้กันมานาน จนเคยถูกอ้างถึงในหนังสือพิมพ์ยุค 1980
แต่งานอย่างหนึ่งที่ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์ทำ คือ พิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ (제사; 祭祀) แม้ว่าจะต้องเตรียมอาหารบนโต๊ะเซ่นไหว้ แต่คนประกอบพิธีต้องเป็น ‘ลูกชาย’ ของบ้านเท่านั้น ถ้าลูกชายคนโตตาย ‘หลานชาย’ คนโตก็ต้องรับหน้าที่นี้ต่อแทน
วัฒนธรรมเหล่านี้ส่งต่อมาถึงด้านการศึกษา มีค่านิยมว่า "ถ้าผู้หญิงรู้หนังสือ จะไม่เชื่อฟังสามี" ถึงแม้ในเวลาต่อมาผู้หญิงจะได้รับโอกาสเรียน แต่เรื่องราวของลูกสาวที่ต้องเสียสละให้ลูกชายได้เรียนหนังสือ หรือช่วยทำงานเพื่อส่งพี่หรือน้องเรียนก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ แม้ในทศวรรษ 1960 รัฐบาลจะออกข้อกำหนดให้เด็กทุกคนเข้ารับการศึกษาก็ตาม
อย่างไรก็ดี ต่อให้ได้เรียนสูงแค่ไหน ผู้หญิงก็ยังถูกคาดหวังให้แต่งงาน มีลูก ก่อนจะถูกคาดหวังให้ออกจากงาน เพื่อไปดูแลลูกอย่างเต็มที่ ทำให้หลายคนต้องละทิ้งความฝันและอาชีพของตัวเอง ความคาดหวังเหล่านี้ไล่เรียงไปไม่วันจบ
แม้ When Life Gives You Tangerines จะมีฉากหลังเป็นยุคปี 1960-1990 ไม่ตรงกับยุคโชซอน แต่เราก็ยังเห็นร่องรอยของความเชื่อเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน ผ่านชีวิตของแอซุนและกึมมยอง
[ทำไมผู้ชายเกาหลียุคใหม่ แอนตี้เฟมินิสต์]
ขณะที่ กระแสส่งเสริมความเท่าเทียมกำลังมาแรงทั่วโลก และภาพของความก้าวหน้าในแนวคิดทางเพศ เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปรากฏอยู่เต็มหน้าสื่อภาพยนตร์และซีรีส์เกาหลี ไม่ว่าจะเป็นตัวละครที่มีความหลากหลายทางเพศ หญิงเก่ง และผู้ชายที่แข็งแรงแต่นุ่มนวล
แต่ดูเหมือนว่า ผู้ชายเกาหลีจำนวนไม่น้อย จะหันกลับไปฝันถึงระบอบปิตาธิปไตย และต่อต้านกระแสเรียกร้องสิทธิสตรี
ตัวอย่างในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีกรุงโซล เมืองหลวงของประเทศ เมื่อเดือน เมษายนปี 2021 มีผู้ชายวัย 20 ปี กว่า 72.5% ที่ลงคะแนนให้ฝ่ายอนุรักษนิยม
ต่อเนื่องมาในปี 2022 ประธานาธิบดีที่หาเสียงด้วยแคมเปญต่อต้านสิทธิสตรี และเชื่อว่าประเทศเกาหลีใต้ มีความเท่าเทียมมากพอ จนไม่ต้องไปมุ่งเน้นเรื่องนี้อีกต่อไป อย่าง ยุนซอกยอล กลับเป็นผู้คว้าตำแหน่ง
แม้ว่า ยุนซอกยอล จะชนะไปด้วยคะแนนเสียงที่มากกว่าไม่ถึง 1% แต่ในการเลือกตั้งครั้งนั้น การที่ผู้ชายในช่วงอายุ 20 ปี กว่า 59% และ ผู้ชายในช่วงอายุ 30 ปี 53% ลงคะแนนให้กับเขา ในทางหนึ่งก็อาจจะสะท้อนว่า ผู้ชายรุ่นใหม่และวัยทำงานจำนวนไม่น้อยเห็นด้วยกับแนวคิดนี้
ตอกย้ำด้วยสถานการณ์ใน ปี 2021 ที่รัฐบาลเกาหลีใต้ เผยข้อมูลว่า มีผู้หญิงอยู่ในคณะกรรมการบริษัท เพียง 5.2% และค่าจ้างต่อเดือนน้อยกว่าผู้ชายเกือบ 35% เพราะ ในปี 2023 เงินเดือนเฉลี่ยต่อเดือน ของพนักงานชายในเกาหลีใต้อยู่ที่ประมาณ 4.26 ล้านวอน หรือราว 98,600 บาท ส่วนพนักงานหญิงได้รับเงินที่ 2.78 ล้านวอน หรือราว 64,300 บาท
นั่นทำให้ เกาหลีใต้เป็นหนึ่งประเทศที่ช่องว่างทางรายได้ ของผู้หญิงและผู้ชายมากที่สุด ในกลุ่มประเทศ OCED เลยทีเดียว
[ทำไมผู้ชายเกาหลีใต้รุ่นใหม่ ถึงเริ่มมองว่าตัวเองเป็นชนกลุ่มน้อย หรือ ‘เหยื่อ’ ของพลังหญิง?]
สื่อหลายสำนักตอบคำถามนี้ได้สอดคล้องกันว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ แฮชแท็ก Movement และ ขบวนการเฟมินิสต์ที่โตขึ้นในปี 2016
กระแสนี้เริ่มต้นจากเหตุฆาตกรรมในเกาหลีใต้ ที่หญิงสาวคนหนึ่งถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมใกล้สถานีรถไฟใต้ดินในย่านกังนัม โดยคนร้ายจงใจเลือกเหยื่อเป็นผู้หญิง การเสียชีวิตของเธอ ทำให้สังคมเริ่มทบทวนทัศนคติต่อผู้หญิงในประเทศ และขยายไปสู่การรณรงค์ต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศ
รวมไปถึงการประท้วงต่อต้านกล้องแอบถ่าย ซึ่งปัญหาที่พบบ่อยในเกาหลีใต้ ผ่านแฮชแท็ก ชีวิตของฉันไม่ใช่หนังโป๊ของคุณ อย่างไรก็ตาม ขบวนการนี้ก็เผชิญกับกระแสต่อต้านจากผู้ชายบางกลุ่มที่รู้สึกว่าตนเองถูกเบียดบัง
บทความจาก CNN ระบุว่า สิ่งที่ทำให้เกิดกระแสนี้ขึ้นมา คือ ผู้ชายเริ่มรู้สึกว่าพวกเขาถูกเอาเปรียบ เพราะมองว่า ปิตาธิปไตยและการเหยียดเพศนั้นเป็นเรื่องของคนรุ่นก่อน แต่คนรุ่นใหม่ต้องมารับกรรม
นอกจากนี้พวกเขายังต้องเข้าเกณฑ์ทหาร ในขณะที่ผู้หญิง แม้จะสมัครเข้าเป็นทหารได้ แต่ก็ไม่ได้ถูกบังคับเหมือนกับผู้ชาย สองปีที่ไปรับใช้ชาติ เป็นสองปีที่ผู้หญิงสามารถพัฒนาตัวเอง ไปทำตามความฝัน และก้าวหน้าในอาชีพ
ตัวอย่าง บทความ A new variation of modern prejudice: young Korean men's anti-feminism and male-victim ideology ของ จองฮันอุล ระบุว่า
ผลสำรวจจากสำนักข่าว SisaIN พบเกือบ 60% ของผู้ชายเกาหลี ในช่วงอายุ 20 ปี เห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวคิดที่ว่า เฟมินิสต์คือการยกอำนาจให้ผู้หญิงเหนือผู้ชาย ไม่ใช่การเรียกร้องความเท่าเทียม
จากผลสำรวจนี้ มีข้อสรุปว่า ประมาณ 1 ในสี 4 ของชายหนุ่มในเกาหลี เป็น ‘นักรบต่อต้านเฟมินิสต์’ (anti-femme warriors) ที่ยึดแนวคิดต่อต้านเฟมินิสต์ และมองว่าตัวเองเป็นเหยื่อของระบบ
พวกเขาเชื่อมั่นว่า สังคมเกาหลีปฏิบัติต่อผู้ชายอย่างไม่เป็นธรรมมาโดยตลอด และการต่อต้านเฟมินิสต์ของพวกเขาเป็นการตอบโต้ที่ชอบธรรม ต่อข้อเรียกร้องที่ไม่เป็นธรรมจากกลุ่มเฟมินิสต์หัวรุนแรง ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติทางเพศ หรือความเกลียดชังผู้หญิง
ขณะที่ ความคิดเห็นจากนานาชาติที่ต่างออกไป ผลสำรวจนี้ก็ชี้ว่า เป็นเพราะไม่ได้อยู่ในบริบทของเกาหลีใต้ ผู้ชายเหล่านี้จึงมองว่าปรากฏการณ์ต่อต้านเฟมินิสต์ เป็นก้าวแรกของการออกมาเรียกร้องสิทธิ์ของชนกลุ่มน้อย พวกเขาเป็นเพียงแค่เหยื่อบริสุทธิ์ที่ถูกโบ้ยความผิดทุกอย่างให้ สังคมนี้ต่างหากที่เหยียดผู้ชาย
แนวคิดแบบนี้ แผลงฤทธิ์ให้เราเห็นอยู่หลายครั้งในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นโลกของไอดอล ที่มีไอดอลสาวหลายคน ได้รับความเกลียดชังมากมายเพียงเพราะว่าเธออ่านหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ feminism หรือนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิกที่โดนวิจารณ์ เพียงเพราะว่าเธอตัดผมสั้น
แม้แต่ในตลาดงาน ที่รายงานจากสถานีโทรทัศน์ KBS เคยระบุว่า 47% ของชายหนุ่มเกาหลีเห็นว่าการปฏิเสธใบสมัครงานเพียงเพราะผู้สมัครเป็นเฟมินิสต์นั้นเป็นเรื่องที่ยุติธรรม
ถึงตอนนี้ ดูเหมือนการปะทะกันระหว่างกระแสเรียกร้องสิทธิสตรี และกระแสต่อต้านที่ยังคงดำเนินไปในเกาหลีใต้ สะท้อนให้เห็นว่า ขณะที่ความเท่าเทียมทางเพศเป็นเรื่องธรรมดาในบางสังคม แต่ในบางวัฒนธรรม สิ่งนี้ยังคงเป็นพริวิเลจที่อยู่ไกลเกินเอื้อมจนน่าใจหาย แม้แต่การเรียกร้องนั้น ก็ยังถูกมองว่าเป็นพริวิเลจอีกชั้นหนึ่ง
แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ทางออกของข้อขัดแย้งนี้เสียทีเดียว ยังคงมีคนบางส่วนที่สนับสนุนสิทธิสตรี และความเท่าเทียมทางเพศ ในเกาหลีใต้ เห็นได้จากซีรีส์ที่สะท้อนชีวิตของผู้หญิงมากมายในจอ ชี้ให้เห็นทั้งปัญหาและความหวัง โดยเฉพาะในโลกของธุรกิจและการเมือง
บรรดาผู้มีอิทธิพลในแวดวงบันเทิง ก็พร้อมจะเดินหน้าสนับสนุนความเท่าเทียมแม้จะโดนกระแสด้านลบ เหมือนดั่ง กวานชิก ที่คอยป้องกันภัยให้ แอซุน
อธิบายให้เห็นภาพ When Live Gives You Tangerines อาจคล้ายมาช่วยประกอบสร้างเรื่องจริง ผ่านชิ้นส่วนความสุขและความเศร้า บทเรียนและบาดแผล ของชาวเกาหลีใต้ ในศตวรรษที่ 21 ภาพผู้หญิงหรือสะใภ้เกาหลี ที่มีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้น แต่ยังต้องเผชิญบททดสอบ ไม่ต่างกับ แอซุน หรือ กึมมยอง ที่ชีวิตไม่ได้หอมหวานเหมือนส้มสักผล หรือสวยงามดั่งโรยด้วยกลีบดอกคามิเลีย
แม้ในวันที่ชีวิตติดรสฝาด จนหาความหวานไม่เจอ แต่การอยู่ท่ามกลางผู้คนที่เข้าใจ อยู่เคียงข้าง และพร้อมจะยืนหยัดต่อสู้ไปด้วยกัน ก็อาจจะช่วยให้เรายังคงรักษารอยยิ้มไว้ได้ ไม่ว่าชีวิตจะหยิบยื่นส้มรสชาติใดมาให้ก็ตาม
สำนักข่าว TODAY
สำนักข่าวออนไลน์ เปิดความรู้ ดูทูเดย์
#สำนักข่าวทูเดย์

26/03/2025

Adolescence (2025) มินิซีรีส์แนวอาชญากรรมเรื่องใหม่กำลังเป็นที่พูดถึงทั่วโลก อ้างอิงจากสถิติวันที่ 20 มีนาคม 2025 ซีรีส์ขึ้นอันดับ 1 ใน Netflix 83 ประเทศ และในไทยก็ติดท็อป 5 มาหลายวัน
ผู้อ่านหลายคนที่ยังไม่ได้ดู หรือแม้กระทั่งบางคนที่ดูแล้ว อาจจะสงสัยว่า เขาฮือฮาอะไรกันขนาดนี้
ปัจจุบันสื่อเกี่ยวกับอาชญากรรมเป็นที่นิยมมาก ทั้งในรูปแบบของภาพยนตร์ ซีรีส์ นิยาย พอดแคสต์ สารคดี ฯลฯ แต่สิ่งที่ทำให้ Adolescence โดดเด่นออกมาจากสื่อแนวเดียวกันก็คือ ประเด็นร่วมสมัยที่เลือกหยิบมาเล่นได้อย่างชาญฉลาด
ตลอดทั้ง 4 ตอน เราจะได้ติดตามเศษเสี้ยวชีวิตของเจมี เด็กชายวัย 13 ปีที่ถูกจับข้อหาฆาตกรรมเคที เพื่อนผู้หญิงในโรงเรียน ซีรีส์ค่อยๆ พาเราสำรวจแนวคิดของเขาทีละเล็กทีละน้อย กะเทาะเปลือกวัฒนธรรมอินเซลไปพร้อมๆ กัน
อ่านบทความ ยาแดง ทฤษฎี 80-20 และเทคนิคล่อสาว ส่องแนวคิด Incel จากซีรีส์ ‘Adolescence’ ได้ทาง https://themomentum.co/gender-adolescence/
เรื่อง: กมลณัทฐ์ เศรษฐพัฒนชัย
ภาพ: ชมพูนุท สะราคำ

26/03/2025

: 🏳️‍🌈🎬 เมื่อการค้นพบตัวตนของนักศึกษาสาวใน The S*x Lives of College Girls เป็นแบบอย่างการนำเสนอตัวละครที่มีความซับซ้อนของอัตลักษณ์ทางเพศของยุคสมัย

ถึงแม้ว่า The S*x Lives of College Girls ซีรีส์ดราม่าคอมเมดี้สะท้อนความไม่เท่าเทียมทางเพศผ่านการเล่าเรื่องราวของนักศึกษาหญิง 4 คนที่เข้ามาเรียนปีแรกที่มหาวิทยาลัย Essex ในรัฐเวอร์มอนต์ มีอันต้องถูกยกเลิกโดย HBO Max หลังจากจบลงในซีซั่นที่ 3 อย่างกระทันหันทำให้แฟนๆ เรื่องนี้อารมณ์ค้างแอบนอยด์ไปตามๆ กัน แต่โดยรวมแล้วถือว่าซีรีส์เรื่องนี้ได้นำเสนอเรื่องราวของตัวละคร LGBTQ+ ที่มีความซับซ้อนออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติมากๆ ถึงแม้ว่าผู้สร้าง Mindy Kaling และ Justin Noble ได้พยายามผลักดันความหลากหลายทางเพศในขอบเขตการนำเสนอเกือบดูโอเวอร์เกินจริง แต่ก็ยังคงรักษาเอาไว้อย่างเป็นธรรมชาติ และทำให้คนดูอย่างเราๆ สามารถเข้าถึงได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางของตัวละครลูกคุณหนู Leighton Murray (รับบทโดย Reneé Rapp) และ Bela Malhotra ( รับบทโดย Amrit Kaur ) ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นที่ทำให้ซีรีส์นี้เป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ

👩 การคัมเอ้าท์ของ Leighton Murray ในซีซัน 2 ที่เธอตัดสินใจเปิดเผยตัวตนกับเพื่อนๆ และคนในมหาวิทยาลัยถือว่าเป็นที่พูดถึงเป็นอย่างมากในฐานะเลสเบี้ยน หลังจากซีซันแรกที่เธอได้เริ่มมีความสัมพันธ์ลับๆ กับผู้หญิงด้วยกัน และฉากเซอร์ไพรส์แฟนๆ ด้วยการจูบกับ Alicia ในตอนที่ 5

👩 ทางฝั่งของ Bela Malhotra เองก็เริ่มต้นด้วยการเป็นตัวละครเสตรทท่านหนึ่ง แต่ในซีซันที่ 3 เธอก็ได้เซอร์ไพรส์แฟนๆ ด้วยการเปิดเผยว่าเธอเป็นไบเซ็กชวลหลังจากจูบกับ Hailey และประกาศตัวตนกับเพื่อนร่วมห้องของเธออย่างภาคภูมิใจ ซึ่งถือว่าเป็นตัวละครที่ท้าทายภาพลักษณ์เดิมๆ ท้าทายกรอบสังคมที่มักจำกัดผู้หญิงในการแสดงออกถึงความต้องการทางเพศ ด้วยการพูดเรื่องเพศอย่างตรงไปตรงมา พร้อมแสดงออกถึงพลังความมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มสตรีมซึ่งไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นบ่อยนักกับตัวละครเอเชียในสื่อ

ทั้ง Leighton และ Bela มีการเติบโตและพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป สะท้อนถึงประสบการณ์จริงของคน LGBTQ+ ที่อาจใช้เวลาในการค้นพบและยอมรับตัวเอง และถือว่าThe S*x Lives of College Girls ได้เน้นความสำคัญของมิตรภาพและการสนับสนุนจากคนรอบข้างมีส่วนช่วยให้ตัวละคร LGBTQ+ รู้สึกปลอดภัยและเป็นตัวของตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจได้จริงๆ

อย่างไรก็ตามเราหวังว่าจะมีโอกาสได้ชม The S*x Lives of College Girls ซีซันต่อๆไปบนแพลตฟอร์มอื่นบ้างนะ 🥹

*xLivesofCollegeGirls + #อัตลักษณ์ทางเพศ

24/03/2025

Join our second screening of 'From Mekong to City Center'.
25th March 2025, 10 a.m at French Institute (IFC)

Directed by Mekong youth themselves, the films tell the story of people living along the mighty Mekong, faced with environmental and socio-economic challenges due to large-scale infrastructure projects. Amidst their struggles, their resilience will inspire you to engage more with these critical discussions around water issues, in the panel discussion we are having with the filmmakers after the screening.

22/03/2025

ภาพยนตร์เล่าเรื่องเพศหลากหลายต่างไปจากเดิมอย่างไร สำรวจหนังสั้นว่าด้วยความหลากหลายผ่านเทศกาล Five Films for Freedom

21/03/2025

เทศกาลภาพยนตร์อุษาคเนย์ ประจำปี 2568
ตอน Mutelu of Southeast Asia “มูเตลู อุษาคเนย์”

จัดโดย ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ครั้งที่ 2 ชมภาพยนตร์มาเลเชียและร่วมเสวนา
เรื่อง "MUNAFIK"

วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม 2568
เวลา: 9.30 – 12.30 น.
ณ ห้อง SC1059
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

วิทยากร
รองศาสตราจารย์ ดร. ชัยวัฒน์ มีสันฐาน
ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา
อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กอร์ปกุศล นีละไพจิตร
นักวิจัยสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผู้สนใจสามารถScan QR Code ลงทะเบียนเข้าร่วม โดยไม่มีค่าใช้จ่าย (รับจำนวนจำกัด)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 564 5000 ต่อ 323

ที่อยู่

Nakhon Pathom
73170

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เปลื้อง-เนื้อ-หนังผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง เปลื้อง-เนื้อ-หนัง:

แชร์

ประเภท