11/09/2026
💚
‘สำลี Book Truck’ : อีกตัวตนของสำนักพิมพ์ ‘P.S.’ ที่ออกเดินทางเพื่อหาตัวตนของคนอื่น ๆ ทั่วประเทศ
สิ่งที่ปรากฎตรงหน้าคือรถกระบะสีขาวคันหนึ่งที่แปลงร่างเป็นร้านหนังสือเคลื่อนที่ ราวกับหลุดออกมาจากหน้ากระดาษของ ‘Parnassus on Wheels’ นวนิยายของ ‘Christopher Morley’ ‘สำลี’ เป็นลูกคนเล็กของสำนักพิมพ์ P.S. ที่มีพี่ ๆ ทั้งร้านหนังสือ ‘ประตูสีแดง’ และห้องสมุด ‘ประตูสีน้ำเงิน’ คอยเป็นแบบอย่างมาก่อน และมี ‘ต้น’ จรุงเดช โพธิ์ศรี ชายหนุ่มผู้รักการเดินทางนั่งอยู่หลังพวงมาลัย คอยพารถคันนี้ไปทำความรู้จักกับนักอ่านทั่วประเทศ
ย้อนไปก่อนหน้าที่จะมีสำลี ครอบครัวของ P.S. Publishing สำนักพิมพ์อิสระของไทยที่มีจุดยืนชัดเจน ผลิตหนังสือรูปเล่มเล็กกะทัดรัด แต่อัดแน่นไปด้วยความคิดที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะเรื่องราวความสัมพันธ์และเรื่องเพศในมุมมองร่วมสมัย ทั้งการต่อสู้เชิงอุดมการณ์และมีจุดยืนตรงข้ามกับความเป็นปิตาธิปไตย เดิมมีพื้นที่อยู่แล้วสองแห่ง 'พี่คนโตของครอบครัว' คือ Somewhere Bookshop and Home Cafe ร้านหนังสือประตูสีแดงที่กรุงเทพฯ ซึ่งกำลังจะปิดให้บริการในวันที่ 18 ตุลาคม 2569 นี้ ส่วน 'พี่คนกลาง' คือ Something Blue Library ห้องสมุดประตูสีน้ำเงินย่านจรัญสนิทวงศ์ 53 ทั้งสองแห่งอยู่ในโครงการที่ใช้ตัวอักษร S นำหน้าชื่อเหมือนกันหมด สำลี Booktruck จึงเป็นน้องคนสุดท้องที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงหลังงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา และล่าสุดยังมีน้องใหม่อีกคนเกิดตามมาคือ Something Green Book Cafe ห้องสมุดประตูสีเขียวที่ราชบุรี ซึ่งเพิ่มเมนูขนมปังและเครื่องดื่มเข้าไปด้วย เปิดตัวไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
สิ่งที่ทำให้แต่ละพื้นที่มีเสน่ห์ไม่ใช่ชื่อเรียกหรือสีประตูที่ต่างกัน หากแต่เป็นตัวตนที่ทีมงานตั้งใจสร้างขึ้นให้แต่ละแห่งมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง ต้นเล่าตามความเข้าใจว่าประตูสีแดงเป็นพี่ที่ “เหงาเก่ง เศร้าเก่ง” ส่วนประตูสีน้ำเงินก็เป็นพี่ที่ชอบ “อ่านคนเดียวโดดเดี่ยวในห้องสมุด มีไอติมด้วย” ขณะที่สำลีถูกวางบทบาทให้เป็นตัวละครที่คอยออกไป “ซับแผลฮีลใจให้พี่ ๆ ทุกคน” เหมือนเป็นน้องเล็กที่เยียวยาความเหงาของพี่ ๆ ที่ต้องเฝ้าประตูอยู่กับที่ นอกจากต้น ยังมีทีมงานที่ดูแลโปรเจกสำลีอยู่ 5-6 คน ที่สมควรจะได้รับการกล่าวถึง ได้แก่ ยสวัสร์ ชุติวิสิฐรติกุล (อิงค์), บุษราภรณ์ มาตร์มงคล (จ๊ะเอ๋), ลลิตา ลิมปโภชน์ (ต้า) โดยแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ทั้งคอยดูภาพรวมทั้งหมด มีคนติดต่อกับร้านคาเฟ่และสถานที่ต่าง ๆ มีผู้วางเส้นทางเดินรถ ขณะอีกฝ่ายดูแลเรื่องหนังสือ การจัดส่ง และสต็อก ส่วน “ต้น” รับบทเป็นคนขับรถพาสำลีไปทั่วประเทศ จนถูกเรียกติดปากว่าเป็น 'คุณพ่อสำลี'
เหตุผลที่ต้นได้มารับหน้าที่นี้ไม่ได้ซับซ้อน “ต้นชอบเดินทางเลยครับผม แล้วก็เหมือนแบบคลุกคลีกับวงการหนังสือ ทั้งอยู่ที่ขอนแก่นด้วย ทั้งเคยอยู่แบบที่โคราชด้วย” เขาเล่าถึงจุดร่วมระหว่างตัวเองกับโปรเจกต์นี้ พอโปรเจกต์เกิดขึ้น ทั้งคนในทีมก็มองว่าเขาน่าจะเหมาะกับงานเดินทางลักษณะนี้ที่สุด และตัวเขาเองก็ชอบการทัศนาจรอยู่แล้วเป็นทุนเดิม
นับจากวันเริ่มต้นหลังงานหนังสือเดือนเมษายน สำลีวิ่งมาแล้วสามเส้นทาง เส้นทางแรกเป็นการทดลองวิ่งใกล้ ๆ ก่อน ไปโคราช สระบุรี แล้ววนกลับมานนทบุรี ใช้เวลาไม่ถึงเดือน เส้นทางที่สองขยับไกลขึ้นไปทางอีสาน ผ่านขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู ชัยภูมิ ก่อนวนกลับเข้ากรุงเทพฯ ใช้เวลาราวหนึ่งเดือน ส่วนเส้นทางที่สามซึ่งกำลังวิ่งอยู่ในตอนที่พูดคุยกันนี้ ยาวที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไล่จากอุทัยธานี กำแพงเพชร ตาก ลำปาง เชียงใหม่ วนลงมาลำพูน แล้วไปพิจิตร นครสวรรค์ ก่อนจะปิดที่ขอนแก่น ใช้เวลาไปแล้วกว่าสองเดือน “โหรูทที่สามนี่ยาวมากเลยนะพี่” ต้นเองยังอุทานถึงระยะทางของตัวเอง ทุกครั้งที่วิ่งจบเส้นทาง สำลีจะกลับไปตั้งหลักที่ Something Blue เพื่อเคลียร์เอกสารและเติมสต็อกหนังสือที่ต้องเพิ่ม ก่อนจะออกเดินทางรอบใหม่ ซึ่งรอบถัดไปมีคิวไปลพบุรี อ่างทอง ชัยนาท ก่อนไล่กลับเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง
ตลอดการเดินทาง สิ่งที่ต้นสังเกตเห็นชัดที่สุดคือรสนิยมการอ่านที่ต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ “แต่ละจังหวัดคือแบบอ่านไม่เหมือนกันเลยครับ” เขาเล่า อย่างที่พิจิตร คนอ่านมักชอบแนวเรื่องสั้น ขณะที่ขอนแก่นกลับมีสายอ่านวรรณกรรมแปลอยู่มาก คนกลุ่มนี้เองที่ทำให้ต้นรู้สึกว่าสำลีมีอีกบทบาทหนึ่งนอกเหนือจากการขาย นั่นคือการชวนให้คนกลับมาสัมผัสหนังสือที่เป็นเล่มจริง ๆ ไม่ใช่แค่อีบุ๊ก แม้เขาจะย้ำว่าไม่ได้ต่อต้านอีบุ๊กแต่อย่างใด แต่ก็สัมผัสได้ว่ามีคนจำนวนหนึ่งเริ่มอยากกลับมาสัมผัสหนังสือ อยากดมกลิ่นหนังสือมากขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับหนังสือที่ขายดีที่สุดในสำลีมีอยู่สามเล่มคือ 'จดหมายจากดาวแมว' , 'พัสดุจากดาวหมา' สองผลงานจากนักเขียนหญิง 'นทธี ศศิวิมล' และวรรณกรรมแปลเรื่อง All About Love ส่วนกลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้ติดตามหนังสือมาก่อนก็มักมองหาแนวที่น่าจะอ่านง่าย เช่นหนังสือรวมถ้อยคำอย่าง 'ตราบใดที่ฉันยังอยู่ เธอจะถูกรักอยู่เสมอ' หรือหนังสือแนวข้อความประกอบภาพ ขณะที่นักเขียนรุ่นเก๋าอย่าง 'อุทิศ เหมะมูล' และ 'อุรุดา โควินทร์' ก็ยังมีแฟนคลับเฉพาะกลุ่มที่ตามหาเฉพาะผลงานของนักเขียนคนนั้น ๆ เช่นเดียวกับซีรีส์ 'เดนดาว NEVER DIE' ที่แม้ไม่ได้บูมเท่าช่วงแรก แต่ก็ยังมีคนตามอ่านต่อเนื่อง ตลอดหลายเส้นทางที่ผ่านมา สำลีขนปกหนังสือติดรถไปด้วยเกือบสามสิบปก บางเล่มหมดสต็อกจนไม่ได้ผลิตเพิ่มแล้ว อย่าง 'Disappear' (เกิดขึ้น รักอยู่ ดับไป), 'Love At Fist Sight' (รักห่าแรก), 'Black Cherry' (ความโหยหาเป็นชื่อยาเสพติด) นอกจากนั้นหากสอบถามหาเล่มไหนไม่เจอ หากอยากได้ก็ยังสั่งผ่านเว็บไซต์ได้อยู่ ส่วนใครที่อยากมาสัมผัสของจริง อยากสร้างคอมมูนิตี้เล็ก ๆ พูดคุยแลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจกัน ก็สามารถเข้ามาหาที่สำลีได้เช่นกัน
สิ่งที่ทำให้ต้นประทับใจที่สุดคือภาพของนักอ่านในพื้นที่ห่างไกลที่งานหนังสือเข้าไม่ถึง เขาเล่าถึงความรู้สึกที่สัมผัสได้ทุกครั้งที่ไปจอดตามจังหวัดต่าง ๆ ว่ามันเหมือนได้ยินเสียงของใครสักคนบอกว่า “หนูอยู่ตัวเมือง แปดสิบกิโลอ่ะ หนูจะเข้าไปงานหนังสือแต่ละทีคือหนูต้องรอรถโดยสาร ถ้ารอบนี้หมดแล้วก็ไม่สามารถไปได้ ไม่สามารถกลับได้เลย”
การมีรถหนังสือขับเข้าไปจอดถึงตัวอำเภอจึงกลายเป็นสิ่งที่คนในพื้นที่ตอบรับดีอย่างไม่คาดคิด เหมือนมีคนบอกกับพวกเขาว่า รถมาเสิร์ฟให้ถึงหน้าบ้านแล้วนะ เหลือแค่ออกมาเลือกหนังสือของตัวเองเท่านั้น เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นจริงกับเด็กสาวคนหนึ่งที่ขับมอเตอร์ไซค์มาจากชัยภูมิไกลถึงแปดสิบกิโลเมตรเพื่อมาหาสำลี แม้จะมาถึงตอนคาเฟ่ปิดแล้ว ทีมงานก็ยังเปิดรถรอให้เธอได้เลือกหนังสือจนพอใจ ต้นเชื่อว่าสิ่งที่ค้นพบไม่ใช่แค่เรื่องรสนิยมการอ่าน มันเป็นการยืนยันว่าหนังสือวรรณกรรมไทยยังมีคนอ่านอยู่จริง เพียงแต่หลายคนไม่รู้จะเริ่มหาจากที่ไหน และสำลีก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพาหนังสือเข้าไปถึงพื้นที่คาเฟ่และชุมชนท้องถิ่นเหล่านั้น
เมื่อพูดถึงจุดแข็งของสำนักพิมพ์ ต้นเห็นตรงกันว่า P.S. โดดเด่นเรื่องความสัมพันธ์เป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ครอบครัว หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยง เขาเล่าว่าเวลามีลูกค้ามาปรึกษาว่าอยากได้หนังสือแนวไหน อย่างถ้าอยากได้แนวฮีลใจหรือวรรณกรรมแปล ก็มักจะแนะนำเล่มอย่าง All About Love ให้ เพราะสุดท้ายแล้วโจทย์ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสิ่งที่ลูกค้าป้อนมา และสำลีก็แค่คอยตอบโจทย์นั้นกลับไปราว ๆ กับช่วยให้ผู้ผ่านเข้ามาได้เข้ามาค้นหาตัวตนผ่านสิ่งที่เรียกว่าวรรณกรรม
โปรเจกต์สำลีถูกวางแผนไว้เป็นระยะยาวสามถึงสี่ปี ภายใต้การลงแรงของคนหนุ่มสาวชาว P.S โดยปีแรกเน้นไปที่การเรียนรู้วัฒนธรรมการอ่านของแต่ละจังหวัดก่อน เหมือนเป็นการวิ่งหาเพื่อนและสร้างฐานแฟนคลับ ก่อนที่ปีที่สองและสามจะขยับไปสู่การจัด Bookclub อย่างจริงจัง มีดนตรี มีร้านค้าอื่นๆ มาร่วมออกบูธเวลาที่สำลีไปจอด
ระหว่างการเดินทางที่ไม่ค่อยมีเวลาอ่านหนังสือมากนัก ต้นกลับพบจุดเปลี่ยนหนึ่งในตัวเอง นั่นคือการได้ลองเขียนหนังสือด้วยตัวเอง เขาทำเพจส่วนตัวชื่อ Behind สำลี ควบคู่ไปกับเพจหลักของสำลี Booktruck เพื่อบันทึกความรู้สึกจากแต่ละจังหวัดที่ผ่านไป ทั้งเรื่องผู้คน บรรยากาศ และการได้พบเจอกัน “เราไปสัมผัสแต่ละจังหวัดเสร็จแล้วก็จะมีแบบว่าจังหวัดนี้เป็นยังไง เราก็เขียนตามความรู้สึกของเรา” เขาเล่าถึงงานเขียนที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ได้เรียบเรียงสวยงาม เพียงแค่รู้สึกอย่างไรก็เขียนออกมาแบบนั้น
ก่อนจบบทสนทนา ต้นฝากถึงคนที่ตามอ่านเรื่องราวของสำลีว่า ใครที่ผ่านไปผ่านมาหรืออยากรู้ว่าสำลีจะไปจอดที่ไหนต่อ สามารถติดตามได้ผ่านเพจสำลี Booktruck ซึ่งจะอัปเดตเส้นทางและโปรโมชั่นต่างๆ อยู่เสมอ “ถึงจะไม่มาซื้อหนังสือหรือไม่อะไรก็แค่แบบมาคุยกันอย่างงี้ก็แค่นี้ก็ประทับใจแล้วครับ” เขาทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น ก่อนที่รถหนังสือสี่ล้อคันนี้จะออกเดินทางต่อไปยังจังหวัดถัดไปที่รอสำลีอยู่
ติดตามการเดินทางของสำลี Book Truck ได้ที่
• FB :https://www.facebook.com/profile.php?id=61589927371408
• IG : https://www.instagram.com/somelee_booktruck
#ร้านหนังสือเคลื่อนที่สี่ล้อ #ร้านหนังสือ #เดินทาง