16/08/2026
😻
ว่าด้วยการทำงานและการนอนแบบ ‘ฮารูกิ มูราคามิ’
ในการทำงานยุคนี้ เวลาในหนึ่งวันมีอยู่อย่างจำกัด ส่วนงานที่รออยู่ตรงหน้ากลับไม่เคยหมดสิ้น และเมื่อสองสิ่งนี้ชนกัน สิ่งแรกที่ถูกตัดออกไปแทบทุกครั้งก็คือ ‘การนอน’ เราต่างคุ้นเคยกับภาพเหล่านี้ดี ไม่ว่าจะเป็นการอดหลับอดนอนเพื่อส่งงานให้ทันกำหนด การตื่นก่อนใครเพื่อจะได้มีเวลาสักชั่วโมงที่เป็นของตัวเองจริง ๆ หรือการนอนดึกเพราะรู้สึกว่ากลางคืนคือช่วงเวลาเดียวที่โลกเงียบพอจะให้เราได้ทำสิ่งที่อยากทำ จนบางครั้งชั่วโมงการนอนที่หายไปก็ถูกเล่าออกมาด้วยน้ำเสียงที่ใกล้เคียงกับความภาคภูมิใจ
แต่ในอีกมุมหนึ่ง มีคนอีกจำพวกที่มองเรื่องนี้กลับด้านกันโดยสิ้นเชิง พวกเขาไม่ได้นอนเยอะเพราะไม่ทะเยอทะยาน หรือเพราะใส่ใจสุขภาพเป็นพิเศษกว่าใคร แต่นอนเยอะเพราะเนื้องานที่ทำอยู่นั้นเรียกร้องให้ต้องนอน หากนอนไม่พอ งานชิ้นนั้นจะไม่ได้เพียงออกมาแย่ลง แต่อาจทำไม่ได้เลย
หนึ่งในคนเหล่านั้นคือนักเขียนที่หนังสือของเขาถูกแปลไปแล้วมากกว่าห้าสิบภาษาทั่วโลก และเป็นชื่อที่ถูกเอ่ยถึงแทบทุกปีในฐานะตัวเต็งรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ชายผู้นั้นคือ ‘ฮารูกิ มูราคามิ’ (Haruki Murakami) และเขาเข้านอนตอนสามทุ่ม ตั้งแต่อายุสามสิบต้น ๆ ในวันที่เพิ่งตัดสินใจยึดการเขียนหนังสือเป็นอาชีพเต็มตัว และสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ เขาไม่ได้เป็นคนแบบนี้มาตั้งแต่ต้น ก่อนหน้าวันนั้น มูราคามิใช้ชีวิตในแบบที่ตรงกันข้ามกันแทบทุกอย่าง แต่เหตุใดเขาถึงตัดสินใจจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตัวเองกันล่ะ?
🟣 ชายที่เขียนนิยายบนโต๊ะครัวตอนตีสอง
ย้อนกลับไปในปี 1974 ก่อนที่มูราคามิจะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยวาเซดะเสียด้วยซ้ำ เขากับ ‘โยโกะ ทากาฮาชิ’ (Yoko Takahashi) ภรรยาของเขา ตัดสินใจเปิดบาร์แจ๊สและร้านกาแฟเล็ก ๆ ขึ้นมาแห่งหนึ่งในย่านโคคุบุนจิ ชานเมืองโตเกียวฝั่งตะวันตก พวกเขาตั้งชื่อมันว่า ‘Peter Cat’ ตามชื่อแมวที่เลี้ยงไว้ และดำเนินกิจการมันด้วยกันเรื่อยมาจนถึงปี 1981 สาขาแรกของร้านตั้งอยู่ในชั้นใต้ดิน เป็นห้องที่ไม่มีหน้าต่างและอบอวลไปด้วยควันบุหรี่ตลอดเวลาทำการ กลางวันขายกาแฟ กลางคืนขายเหล้าและอาหาร ส่วนวันสุดสัปดาห์มีวงดนตรีสดมาเล่นแจ๊ส และเมื่อไม่มีวงเล่น มูราคามิก็เปิดแผ่นเสียงจากคอลเลกชันของตัวเองที่สะสมไว้ราวสามพันแผ่น
ในร้านแห่งนั้น เขาคือคนล้างจาน คนผสมเครื่องดื่ม คนกวาดพื้น คนทำบัญชี คนเช็กสต็อก คนจัดตารางพนักงาน และคนติดต่อจองวงดนตรีไปพร้อมกันทั้งหมด ช่วงหน้าหนาวปีแรก ๆ ทั้งคู่เป็นหนี้หนักจนไม่มีเงินพอจะเปิดเครื่องทำความร้อนเสียด้วยซ้ำ และต้องกอดแมวนอนเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น แล้วในปี 1979 ท่ามกลางชีวิตแบบนั้นเอง ชายวัยยี่สิบเก้าคนนี้ก็เริ่มลงมือเขียนนิยาย
วิธีที่เขาใช้คือการเขียนหลังปิดร้าน กลับถึงบ้านหลังเที่ยงคืน นั่งลงที่โต๊ะครัว แล้วเขียนไปสักหนึ่งถึงสองชั่วโมงก่อนจะหลับ เขาใช้เวลาสิบเดือนกับนิยายเล่มแรก ส่งเข้าประกวดรางวัลกุนโซสำหรับนักเขียนหน้าใหม่ และคว้ารางวัลนั้นมาได้ จากนั้นอีกหนึ่งปีต่อมาเขาก็เขียนเล่มที่สองจบลงด้วยวิธีการเดียวกัน หากมองจากภายนอก นี่คือภาพของศิลปินที่โรแมนติกอย่างยิ่ง ชายหนุ่มเจ้าของบาร์แจ๊สในห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยควันบุหรี่ ผู้เขียนนิยายรางวัลระดับประเทศบนโต๊ะครัวในเวลาที่คนทั้งเมืองหลับกันไปหมดแล้ว
แต่คนที่ไม่เห็นด้วยกับภาพนั้นมากที่สุดกลับเป็นตัวเขาเอง ในเวลาต่อมามูราคามิเล่าย้อนถึงช่วงนั้นว่า เขาเขียนได้เพียงเป็นช่วงสั้น ๆ ต้องคอยฉวยเวลาทีละครึ่งชั่วโมงบ้างหนึ่งชั่วโมงบ้าง และเพราะเหน็ดเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังรู้สึกราวกับกำลังวิ่งแข่งกับนาฬิกา เขาจึงไม่เคยรวบรวมสมาธิได้ดีพอสักครั้ง
วิธีการทำงานแบบนี้ให้ผลตอบแทนกับเขาอย่างงดงามด้วยซ้ำ มันทำให้เขาได้รางวัล ได้ตีพิมพ์ และได้กลายเป็นนักเขียน ทว่าสิ่งที่เขาสูญเสียไปจึงไม่ใช่ ‘ผลงาน’ แต่คือ ‘ความลึก’ เขาเขียนได้ แต่เขียนได้เพียงเท่าที่เศษเวลาและเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่จะเอื้อให้ทำได้เท่านั้น และเป็นเช่นนั้นเอง มูราคามิจึงต้องขบคิดกับตัวเอง ว่าจะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไรได้บ้าง
🟣 เข้านอนเมื่อฟ้ามืด ตื่นพร้อมดวงอาทิตย์
ในปี 1981 มูราคามิกับภรรยาตัดสินใจขาย Peter Cat ทิ้ง แล้วย้ายออกจากโตเกียวไปอยู่ชานเมืองในจังหวัดชิบะ เพื่อให้เขาได้ทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการเขียนเพียงอย่างเดียว และพร้อมกับการย้ายบ้านครั้งนั้น พวกเขาก็ตัดสินใจอีกเรื่องหนึ่งที่ฟังดูเล็กน้อยกว่ามาก แต่กลับเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดสี่สิบปีถัดจากนั้น นั่นคือการตกลงกันว่าจะ
“เข้านอนทันทีที่ฟ้ามืด และตื่นขึ้นมาพร้อมดวงอาทิตย์”
เหตุผลที่เขาให้ไว้ในตอนแรกยังเป็นเหตุผลที่เรียบง่ายมาก มูราคามิเล่าว่าสมัยทำบาร์เขาต้องใช้แรงกายอยู่ตลอดเวลา แต่พอเปลี่ยนมานั่งเขียนหนังสือทั้งวัน น้ำหนักก็เริ่มขึ้น แถมยังสูบบุหรี่หนักถึงวันละหกสิบมวน จนนิ้วเหลืองและตัวเหม็นควันไปหมด เขาจึงสรุปกับตัวเองว่าถ้าอยากมีชีวิตในฐานะนักเขียนที่ยืนยาว ก็จำเป็นต้องหาวิธีดูแลร่างกายของตัวเองเสียใหม่ วิธีที่เขาเลือกคือการวิ่ง โดยเริ่มวิ่งในฤดูใบไม้ร่วงปี 1982 ตอนอายุสามสิบสาม และเลิกบุหรี่ตามมาในเวลาไม่นานหลังจากนั้น ซึ่งเขาบอกว่าความอยากวิ่งนี่เองที่ช่วยพยุงเขาผ่านอาการถอนบุหรี่ไปได้
หลายปีต่อมา ในบทสัมภาษณ์กับนิตยสาร The Paris Review เมื่อปี 2004 เมื่อถูกถามว่าวันทำงานของเขาเป็นอย่างไร มูราคามิอธิบายตารางชีวิตในช่วงที่เขาอยู่ในโหมดเขียนนิยายเอาไว้ว่า เขาตื่นตีสี่ ทำงานติดต่อกันห้าถึงหกชั่วโมง ตอนบ่ายวิ่งสิบกิโลเมตรหรือว่ายน้ำหนึ่งพันห้าร้อยเมตร บางวันก็ทำทั้งสองอย่าง จากนั้นอ่านหนังสือ ฟังเพลง แล้วเข้านอนตอนสามทุ่ม โดยทำซ้ำเช่นนี้ทุกวันไม่มีเปลี่ยนแปลง นี่คือย่อหน้าที่ถูกแคปไปแชร์กันมากที่สุดในอินเทอร์เน็ต แต่มันมักถูกตัดจบลงตรงนี้พอดี ทั้งที่ประโยคซึ่งสำคัญที่สุดคือประโยคถัดไป
เพราะมูราคามิอธิบายต่อว่า ตัวความซ้ำเดิมนั่นเองคือสิ่งสำคัญ เพราะมันคือการสะกดจิตรูปแบบหนึ่ง
“ผมสะกดจิตตัวเองเพื่อไปให้ถึงสภาวะจิตที่ลึกลงไปกว่าเดิม”
เขายังบอกอีกว่า การจะรักษาความซ้ำแบบนี้ไว้ให้ได้นานหกเดือนถึงหนึ่งปีนั้นต้องใช้กำลังทั้งทางกายและทางใจไม่น้อย ในแง่นี้การเขียนนิยายขนาดยาวจึงเปรียบได้กับการฝึกเอาชีวิตรอด และความแข็งแรงของร่างกายก็จำเป็นไม่แพ้สุนทรียะทางศิลปะ คำถามที่ตามมาก็คือ ‘สภาวะจิตที่ลึกลงไปกว่าเดิม’ ที่ว่านั้นหมายถึงอะไรกันแน่
มูราคามิเคยอธิบายเรื่องนี้ไว้ด้วยภาพของบ้านหลังหนึ่ง เขาบอกว่าประสบการณ์ของมนุษย์เปรียบได้กับบ้านสองชั้น ชั้นล่างคือที่ที่ผู้คนมารวมตัวกันกินข้าว ดูโทรทัศน์ และพูดคุย ชั้นบนคือห้องส่วนตัวที่แต่ละคนเข้าไปอ่านหนังสือหรือฟังเพลงตามลำพัง จากนั้นยังมีชั้นใต้ดินซึ่งเป็นที่เก็บของ เป็นห้องที่เราไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตประจำวันแต่บางครั้งก็แวะลงไปวนเวียนอยู่บ้าง และใต้ชั้นใต้ดินนั้นลงไปอีก ก็ยังมีอีกห้องหนึ่งซ่อนอยู่
ห้องนั้นมีประตูที่หาเจอได้ยากมาก ปกติแล้วเข้าไม่ได้ และบางคนก็ไม่เคยเข้าไปถึงเลยตลอดชีวิต ส่วนผู้ที่เข้าไปได้จะได้เดินอยู่ในความมืด ได้พบสิ่งที่ไม่มีวันมองเห็นในส่วนอื่นของบ้าน และได้เชื่อมต่อกับอดีตของตัวเอง เพราะการลงไปที่นั่นคือการเข้าไปในจิตวิญญาณของตัวเองจริง ๆ แต่แล้วก็ต้องกลับออกมา เพราะถ้าอยู่ในนั้นนานเกินไป มูราคามิบอกว่า “you can never get back to reality” หรือ “คุณจะไม่มีวันกลับสู่ความเป็นจริงได้อีก” และหลายปีให้หลัง ในการปรากฏตัวต่อสาธารณะที่เกียวโตเมื่อปี 2013 ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบสิบแปดปีของเขาในญี่ปุ่น เขาก็พูดถึงห้องใต้ดินชั้นที่สองนี้อีกครั้ง โดยบอกว่าสิ่งที่เขาต้องการทำคือการ “go down there, but still stay sane” หรือ “ลงไปข้างล่างนั้น แต่ยังคงสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้”
ถึงตรงนี้ ตารางชีวิตที่ดูเคร่งครัดจนแทบจะน่าอึดอัดของเขาก็เริ่มอธิบายตัวเองได้ เพราะในหนังสือ What I Talk About When I Talk About Running ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2007 มูราคามิเขียนเอาไว้ทำนองว่า เมื่อใดที่เราลงมือเขียนนิยาย จะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม มันจะดึงเอาพิษบางอย่างที่ฝังตัวอยู่ลึกที่สุดในความเป็นมนุษย์ให้ลอยขึ้นมาสู่ผิวหน้า และนักเขียนทุกคนล้วนต้องเผชิญหน้ากับพิษนั้นไม่มากก็น้อย เขาจึงเสนอว่าคนที่ตั้งใจจะเขียนนิยายเป็นอาชีพไปนาน ๆ จำเป็นต้องสร้างระบบภูมิคุ้มกันของตัวเองขึ้นมาต้านทานพิษที่อันตราย และในบางกรณีถึงขั้นเป็นอันตรายถึงชีวิตชนิดนี้ ทว่าการสร้างและรักษาภูมิคุ้มกันดังกล่าวเอาไว้ต้องอาศัยพลังงานมหาศาล ซึ่งไม่มีที่ไหนให้ไปหามาได้นอกจากร่างกายของตัวเอง การนอนตอนสามทุ่มของมูราคามิ จึงไม่ใช่รางวัลที่เขามอบให้ตัวเองหลังเลิกงาน แต่มันคือส่วนหนึ่งของงาน
🟣 นอนเพื่อจะได้กลับขึ้นมา
เมื่อภาพแคปประโยค ‘ตื่นตีสี่ นอนสามทุ่ม’ ของมูราคามิถูกส่งต่อกันในโลกออนไลน์เมื่อไม่กี่ปีมานี้ สิ่งที่ตามมาคือเสียงวิจารณ์จำนวนไม่น้อย ว่านี่คือคำแนะนำสำหรับคนที่มีอภิสิทธิ์เท่านั้น คนที่ไม่ต้องเข้ากะดึก ไม่ต้องตื่นมาป้อนนมลูกตอนตีสอง และไม่ต้องรอสายจากหัวหน้าในเวลาสี่ทุ่ม ข้อวิจารณ์นั้นฟังขึ้นและไม่ควรถูกปัดตกไป เพราะชีวิตแบบมูราคามิไม่ใช่ชีวิตที่ทุกคนเลือกได้ และการเอาตารางเวลาของนักเขียนที่ประสบความสำเร็จแล้วมาแปะลงบนชีวิตของคนที่ยังต้องดิ้นรน ก็ไม่ได้ช่วยอะไรใครขึ้นมาจริง ๆ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง มูราคามิเองก็ไม่เคยเสนอว่านี่คือเส้นทางที่ทุกคนควรเดินตาม ในหนังสือเล่มเดียวกันนั้นเขาเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าเขาไม่เคยแนะนำให้ใครไปวิ่ง เพราะคนที่สนใจย่อมเริ่มวิ่งด้วยตัวเอง ส่วนคนที่ไม่สนใจ ต่อให้พูดจนปากเปียกปากแฉะก็ไม่ทำให้อะไรเปลี่ยนไป สิ่งที่เรื่องราวของเขาให้กับเราจึงไม่ใช่ตารางเวลาที่ต้องลอกตาม แต่คือการจัดลำดับความสำคัญที่กลับด้านกับสิ่งที่เราคุ้นเคย
โดยปกติแล้วเราถูกสอนให้มองการนอนในฐานะสิ่งที่มาทีหลัง นอนคือรางวัลเมื่องานเสร็จ นอนคือส่วนที่ยอมสละได้เมื่อจำเป็น และนอนคือส่วนที่จะถูกเบียดออกไปทันทีที่มีอะไรสำคัญกว่าเข้ามา แต่ในกรณีของมูราคามิ ลำดับนั้นกลับด้านกันทั้งหมด เขาไม่ได้นอนเพราะทำงานเสร็จแล้ว หากแต่นอนเพื่อที่จะได้ทำงาน และงานที่เขาทำก็เป็นงานที่ถ้าเดินเข้าไปโดยไม่มีอะไรพยุงเอาไว้ ก็อาจไม่ได้เดินกลับออกมา
แน่นอนว่าพวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้มีอาชีพเขียนนิยาย และไม่ได้ต้องลงไปในห้องใต้ดินชั้นที่สองของจิตใจตัวเองทุกเช้าตอนตีสี่ ทว่าหากมองให้ดี งานของแต่ละคนล้วนมีชั้นใต้ดินของมันเองอยู่ทั้งนั้น มีส่วนที่เรียกร้องให้เราต้องเอาตัวเองเข้าไปแลกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ครูที่รับความรู้สึกของเด็กทั้งห้องกลับบ้านมาด้วยทุกเย็น หมอที่ต้องเป็นคนแจ้งข่าวร้ายให้ญาติผู้ป่วยฟัง พนักงานบริการที่ต้องยิ้มให้คนที่กำลังตะโกนใส่หน้า หรือคนทำงานสร้างสรรค์ที่ต้องขุดเอาบางอย่างจากข้างในตัวเองออกมาวางบนโต๊ะให้คนอื่นตรวจสอบ
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่าเราควรตื่นตีสี่หรือไม่ แต่คือสิ่งที่พยุงเราอยู่ในตอนนี้คืออะไร และมันแข็งแรงพอจะพาเรากลับขึ้นมาได้ทุกวันหรือเปล่า เพราะการนอนที่ดีไม่ได้ทำให้เราลงไปได้ลึกกว่าเดิม มันเพียงทำให้เรากลับขึ้นมาได้ทุกครั้ง
ราตรีสวัสดิ์
Shall We Sleep 2026
GOOD NIGHT Better Life
คุณจำวันที่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่า "วันนี้พร้อมใช้ชีวิต" ครั้งล่าสุดได้ไหม?
หลายครั้ง เราโทษงานที่หนัก ตารางชีวิตที่แน่น หรือความเครียดที่ถาโถม จนลืมไปว่าจุดเริ่มต้นของวันที่ดี อาจเริ่มตั้งแต่คืนก่อนหน้า
The People ชวนคุณมาร่วม Shall We Sleep 2026 พื้นที่ที่ชวนทุกคนกลับมาทำความเข้าใจ "การนอน" ในมิติที่ลึกกว่าการหลับให้ครบ 8 ชั่วโมง ผ่านบทสนทนากับผู้เชี่ยวชาญ ประสบการณ์ที่ได้ลงมือสัมผัส และแรงบันดาลใจที่จะทำให้คุณมองการพักผ่อนในมุมใหม่
เพราะการนอนที่ดี ไม่ใช่เพียงการพักร่างกาย แต่คือการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในวันรุ่งขึ้น
ภายในงาน คุณจะได้กลับบ้านพร้อม
- ความเข้าใจใหม่ว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้คุณนอนไม่เต็มอิ่ม
- วิธีดูแลการนอนที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
- มุมมองใหม่ต่อการพักผ่อน สุขภาพ และคุณภาพชีวิต
แรงบันดาลใจในการเริ่มต้นดูแลตัวเอง ผ่านสิ่งที่เราใช้เวลาร่วมกับมันมากที่สุด "การนอน"
หากคุณเชื่อว่า ชีวิตที่ดี ไม่ได้เกิดจากการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ งานนี้คือพื้นที่ที่คุณไม่ควรพลาด
วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2026
เวลา 13.30 – 17.30 น.
Gaysorn Urban Resort
แล้วมาค้นพบไปด้วยกันว่า
GOOD NIGHT Better Life
เพราะคืนที่ดี คือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ดี
#ฮารูกิมูราคามิ #วรรณกรรม #การนอน