Little lovely bookshop #ร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่รัก

เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ ธุรกิจของเรา

Little lovely bookshop #ร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่รัก ร้านหนังสือแมว ๆ ที่ต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องน้องแมวหลายชีวิต

สวัสดีครับ นักอ่านที่รัก
เปิดร้านมาเข้าปีที่ 9 แล้ว
ขอแนะนำร้านหน่อยนะครับ
เราเปิดร้านนี้
เพราะเห็นด้วยกับคำพูดพี่จิก
ประภาส ชลศรานนท์
หนึ่งในสามผู้ก่อตั้ง
นิตยสารไปยาลใหญ่
และสำนักศิษย์สะดือที่เรานิยมอ่าน
พี่จิกบอกว่า
เมื่อมีเงินควรแบ่งเป็นสองส่วน
ส่วนหนึ่งไว้ซื้ออาหาร ปัจจัยสี่
มาจุนเจือครอบครัว
และอีกส่วนหนึ่ง
เอาไปซื้อดอกไม้มาปลูก
ให้ความงามอันบอบบางของดอกไม้ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจ
ร้านนี้คือสวนอักษรของเรา
ส่วนใหญ่
หนังสือในร้านเป็นแนววรรณกรรมและวรรณกรรมเยาวชน
(โดยเฉพาะหนังสือของสนพ.กำมะหยี่และผีเสื้อที่จะมีมากเป็นพิเศษ)
รวมทั้งหนังสือนิทานภาพจากหลายสำนักพิมพ์
และใหม่ล่าสุด
กองทัพหนังสือคู่มือเลี้ยงเด็กจากสนพ. SandClock Books
คู่มือกาแฟ"ทำกาแฟให้เป็นเรื่องง่าย"
จากสนพ.
รวมทั้งมี DVD หนังสารคดีจากค่าย documentary club
ร้านจัดพื้นที่ให้นักอ่านมาใช้เวลากับหนังสือแบบสบายๆ
ได้ค่อยๆเลือกตามใจ จะยืนอ่าน หรือจะเอกเขนกอ่านอย่างไรก็ได้
สำหรับชื่อร้าน Little lovely bookshop.
มีแรงบันดาลใจจากร้านโปรดที่ชอบไป
สมัยเรียนมหาลัย
“ร้านหนังสือเล็กๆ” ย่านถนนพระอาทิตย์
🧚ร้านเราอาจดูเล็ก🧚‍♀‍
แต่เชื่อว่านักอ่านจะค้นพบเล่มโปรดสักเล่มแน่นอน❤️
นอกจากงานขายหนังสือ
ร้านจัดกิจกรรมบ้าง ตามแต่โอกาสจะเอื้ออำนวย
ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง+เล่านิทานให้เด็กๆที่มาทัศนศึกษา,เชิญพี่แต้ว นักเล่านิทานคนเก่งมาเล่านิทาน ให้เด็กๆฟังในร้าน ,จัดเสวนากับนักเขียนหลังฉายหนังญี่ปุ่นเรื่อง ”I wish”
หัวข้อ”ญี่ปุ่นที่รักและฝันใฝ่”,นำหนังสารคดีเกี่ยวกับการศึกษาของเด็ก “Childhood”มาฉายในร้าน ,จัดงานนิทรรศการหนังสือนิทานภาพนานาชาติ
ครั้งที่ 1ร่วมกับมูลนิธิเมล็ดฝัน,พ่อแม่ผู้ปกครองและภาคีรักการอ่าน จ.ลำปางจัดเทศกาลหนังLittle Documentary Film Festival (LiDoFiFe)
โดยได้รับการสนับสนุนจากค่าย documentary club
ของทีมพี่ธิดา ผลิตผลการพิมพ์,จัดกิจกรรมหาทุนสนับสนุนสื่อการเรียนการสอนให้โรงเรียนในชนบท
แม้ยอดขายหนังสือจะไม่ได้หวือหวานัก
แต่โชคดีที่ยังมีนักอ่านขาประจำที่คอยอุดหนุนเกื้อกูลอยู่เสมอ
นอกจากสามารถเลือกซื้อหน้าร้านแล้ว
ทางร้านมีบริการออนไลน์ให้เลือกซื้อและพร้อมจัดส่งถึงบ้าน
#กิจกรรมแบ่งหนังสือกันอ่าน
นักอ่าน99คนแบ่งหนังสือคนละ99เล่ม

สนใจเข้ากลุ่ม คลิกเพื่ออ่านกติกาก่อนจ้า
https://www.facebook.com/groups/99bookclub
📚ถ้าชอบอ่านหนังสือเหมือนเรา
ฝากกดlike/ติดตามเพจร้านหน่อยนะครับ😊 https://www.facebook.com/littlelovelybookshop/
😊❤️📚👨‍👩‍👧‍👦💕🧚🧚‍♀‍🥰🌳
เราเชื่อว่าหน้าที่ของร้านนี้
ก็เหมือนกับหน้าที่ของคนจุดโคม
ในหนังสือเจ้าชายน้อย ❤️
ในยามที่เขาจุดโคม
ก็ทำให้ดาวดวงนั้นสว่าง
เมื่อยามดับโคม
ดาวดวงนั้นก็หรี่แสงลง
เฉกเช่นเดียวกัน
ยามที่ร้านเปิด
แล้วนักอ่านอยากมาร้านหนังสือ
เขาย่อมรู้ดีว่า
มีร้านนี้เฝ้ารอเขาอยู่
เหมือนสวนดอกไม้อักษรหอมหวาน
ที่รอผีเสื้อนักอ่านโบยบินมาสูดดมและชื่นชม
#ยินดีต้อนรับนักอ่านที่รักเสมอนะครับ
#ที่ตั้งของร้าน(มีแผนที่)
อยู่ใจกลางเมืองลำปาง
ในซอยตรงข้ามวัดศรีรองเมือง
ที่มีวิหารไม้สีเหลืองทองงามอร่าม
ตามแบบฉบับศิลปะพม่า(ในภาพ)
#ร้านอิงแอบอยู่บนเฉลียงของคลินิกบ้านรักษาสัตว์
+++++++++++++++++++++++++
😊❤️📚สนใจอยากอ่านหรือตามหาหนังสือเล่มไหน
สอบถามมาหรือ
📚ดูที่ลิงก์สำหรับเลือกชมหนังสือของสนพ.ต่างๆ
ในร้านได้นะครับ👨‍👩‍👧‍👦💕🍀
#บทความแนะนำร้านจากThe_Cloud ( #1มกราคม2564)
https://readthecloud.co/little-lovely-bookshop-lampang/

++หนังสือแนะนำ***
#หนังสือสำนักพิมพ์กำมะหยี่
https://www.facebook.com/pg/littlelovelybookshop/photos/?tab=album&album_id=730848300299343
#หนังสือสำนักพิมพ์ผีเสื้อ
https://www.facebook.com/pg/littlelovelybookshop/photos/?tab=album&album_id=731276593589847
#หนังสือสำนักพิมพ์ SandClock
https://www.facebook.com/pg/littlelovelybookshop/photos/?tab=album&album_id=3261743590543122
ที่ลิงค์นี้
👉https://vimeo.com/docclubondemand/vod_pages.
😊ขอฝากเพจกิจกรรมของร้านหน่อยนะครับ
#กิจกรรมฉายหนัง
https://www.facebook.com/littlelovelydocumentaryclub/
#กิจกรรมสำหรับเด็ก
https://www.facebook.com/pg/littlelovelybookshop/photos/?tab=album&album_id=1669429033107927
สุดท้ายนี้
ขอให้มิตรรักนักอ่านทุกท่าน
มีสุขภาพที่ดีนะครับ
แล้วพบกันที่ร้านหนังสือนะครับ
ด้วยมิตรภาพ☺️

สวัสดีครับ😊❤️📚 นักอ่านที่รัก🎐🦋Pre-Order เปิดจองแล้ว !เรื่อง : เมื่อถึงวันหนึ่ง นกกระเรียนทุกตัวจะบินจากไป (Tranorna Flyg...
19/09/2026

สวัสดีครับ😊❤️📚
นักอ่านที่รัก🎐🦋
Pre-Order
เปิดจองแล้ว !

เรื่อง : เมื่อถึงวันหนึ่ง นกกระเรียนทุกตัวจะบินจากไป (Tranorna Flyger Söderut)
ผู้เขียน : ลีซา ริดเซียน
ผู้แปล : ดวงธิดา ยอซฮ์นิกค์
ภาพปก : Zuzana Doňková
ราคาปก : 340 บาท


พิเศษ
สำหรับนักอ่านที่พรีออเดอร์
-จากราคาปก 340 บาท
เหลือเพียง 289 บาท

เปิดรับจองวันนี้ - 30 กันยายน 2569
เริ่มจัดส่งหลัง 2 ตุลาคม 2569
.📍
#สนใจสั่งจองที่นี่
1.แจ้งทางกล่องข้อความเพจที่ลิงก์นี้
📷 m.me/littlelovelybookshop
2.ช่องความคิดเห็นใต้โพสต์

*******************
วรรณกรรมรางวัล Swedish Best Book of the Year 2024 และขายไปแล้วกว่า 1 ล้านเล่มทั่วโลก
📚
เมื่อถึงวันหนึ่ง
นกกระเรียนทุกตัวจะบินจากไป
คือบันทึกของ “บู” ชายชราวัย 89 ปี
ผู้ใช้ชีวิตอยู่กับสุนัขคู่ใจในบ้านหลังเดิม
โดยมีลูกชายกับเจ้าหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุผลัดเปลี่ยนกันมาดูแลเขาทุกวัน
ในวัยที่ไม่อาจเก็บทุกสิ่งไว้ได้ตลอดไป
บูหวังเพียงให้อะไรๆ ยังคงเดิมก็พอ
แต่ชีวิตไม่เคยง่ายขนาดนั้นเลย
วรรณกรรมร่วมสมัยจากสวีเดนเล่มนี้ ถ่ายทอดช่วงเวลาแห่งความโรยราของมนุษย์แบบไม่บีบคั้นอารมณ์ แต่ค่อยๆ พาผู้อ่านไปอยู่เคียงข้างบู จนพบว่าเรื่องราวของเขาก็อาจเป็นเรื่องของเราทุกคนได้เช่นกัน

เรื่องย่อ
เรื่องราวของ “บู อันเดอร์สซอน” ชายชราวัย 89 ปี ผู้อยู่ในบ้านหลังเก่าตามลำพังกับ “ซิกซ์เต็น” หมาคู่ใจ ด้วยวัยของบูทำให้เขาเริ่มพึ่งพาตัวเองได้ไม่เต็มที่เหมือนเคย เขาต้องจำใจอยู่แยกจากภรรยา และอาศัยความช่วยเหลือจากผู้ดูแลที่ผลัดเวรกันมาดูแลชีวิตประจำวันให้เขา ตามที่ “ฮันส์” ลูกชายเพียงคนเดียวจัดแจงหามาให้ อีกเรื่องหนึ่งที่ฮันส์พยายามจัดแจงคือการพาซิกซ์เต็นไปอยู่ที่อื่น เพราะเขารู้ดีว่าอายุและร่างกายที่เสื่อมถอยลงทุกวันของพ่อ ทำให้บูไม่อาจดูแลซิกส์เต็นได้เหมือนเคย ซึ่งแน่นอนว่านี่คือความขัดแย้งครั้งใหญ่ของพ่อกับลูกชาย
วันคืนของบูผ่านไปกับการฝันถึงอดีตในยามหลับและทบทวนแง่มุมดีร้ายในชีวิตเมื่อยามตื่น พร้อมความกลัดกลุ้มเรื่องหมาตัวสนิทที่กำลังจะโดนพรากไป โดยที่เรื่องราวทั้งหมดนี้เล่าผ่านบันทึกของบูเอง ซึ่งแม้บันทึกจะกินเวลาแค่ 6 เดือน แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่นานพอให้บูได้ขุดค้นลงไปในครอบครัวตัวเอง จากรุ่นพ่อ สู่รุ่นลูก สู่รุ่นหลาน ผ่านความขัดแย้งและความทรงจำหลากหลาย รวมถึงได้ทบทวนตัวเองเพื่อคลี่คลายชีวิตในช่วงสุดท้ายไปพร้อมๆ กัน

งานแรกๆ ที่สั่งมาขายในร้าน💚
19/09/2026

งานแรกๆ ที่สั่งมาขายในร้าน💚

สวัสดีครับ

ที่ผ่านมายังคงมีข้อความอำลาอาลัยเข้ามาเยอะมาก จนผมชักสงสัยตัวเองว่าสื่อสารอะไรผิดพลาดไปรึเปล่า?

ขอย้ำอีกครั้งว่าผมไม่ได้จะหายไปไหน สุขภาพยังแข็งแรง หนุ่มแน่นเฟี้ยวฟ้าว และยังมีเรี่ยวแรงกำลังกายและใจสร้างสรรค์ไปได้อีกนาน ผมแค่จะปิดทำการในส่วนของการจัดพิมพ์หนังสือในนามของสำนักพิมพ์ เป็ดเต่าควาย เท่านั้น แม้ทุกอย่างยังคงไปได้ดีถึงดีมากจริงๆ เพราะได้รับการสนับสนุนจากพวกเราเสมอมา แต่งานส่วนของสำนักพิมพ์นั้นเป็นงานหนักสำหรับวันที่ล่วงวัย ผมเลยอยากใช้วันเวลาที่เหลือในช่วงครึ่งหลังของชีวิตสร้างสรรค์ผลงานมากกว่าการต้องเข้ามาบริหารดูแลจัดการงานสำนักพิมพ์

ในส่วนของหนังสือทั้งงานเก่าและงานใหม่(ที่คงอีกพักใหญ่) ผมจะลองหาหนทางดูว่าจะสามารถหาผู้ที่สนใจดูแลต่อได้รึเปล่า ซึ่งก็ยังเป็นเรื่องของอนาคตที่ต้องรอดูกันอีกที ไม่ได้รีบร้อนอะไร ขอเป็นนักเขียนเร่ร่อนจรจัดไร้สังกัดไปก่อนสักพักนึง จนกว่าจะจัดการเรื่องส่วนตัวทุกอย่างเรียบร้อย

และในส่วนของ ‘เป็ดเต่าควาย‘ ในอนาคตก็อาจจะเป็นสตูดิโอเล็กๆ ที่ใช้สร้างสิ่งละอันพันละน้อย กระจุกกระจิกเป็นที่ระลึกแบบนานๆ ที ซึ่งแม้จะยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ก็มีความตั้งใจอยากจะทำนั่นแหละ

ทั้งนี้ในส่วนของการเล่าเรื่องผ่านงานเขียนงานวาดผมก็จะยังทำมันต่อไป นักเขียนเป็นอาชีพที่ผมคงเลิกเป็นไม่ได้ตราบใดที่ยังมีผู้อ่านสนใจอยู่ สัญญาว่าจะไม่เลิกร้างห่างลาไปไหนตราบเท่าที่ยังมีชีวิต

ถ้าพวกเรายังไม่ทิ้งกันไปผมก็จะยังอยู่แถวๆนี้เสมอ

นักเขียนของคุณ

องอาจ ชัยชาญชีพ

สารคดีเล่มใหม่ออกแล้วฉบับเรือเปิดอ่านคอลัมน์ใหม่ที่ภาพประกอบสีนวลตาก่อนเลย  #ร้านนี้มีสารคดีSarakadee Magazine
18/09/2026

สารคดีเล่มใหม่
ออกแล้ว
ฉบับเรือ

เปิดอ่านคอลัมน์ใหม่
ที่ภาพประกอบสีนวลตาก่อนเลย

#ร้านนี้มีสารคดี
Sarakadee Magazine

หากโลกนี้ไม่มีหนังสือ ตอนเห็นพีอาร์หนังสือเล่มนี้แอบอึ้ง ๆ กับคำโปรยปกเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวเหลือเกิน"ร้านหนังสือแถวบ้าน...
15/09/2026

หากโลกนี้ไม่มีหนังสือ

ตอนเห็นพีอาร์หนังสือเล่มนี้
แอบอึ้ง ๆ กับคำโปรยปก
เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวเหลือเกิน

"ร้านหนังสือแถวบ้านผม
กำลังจะปิดตัวลง
ผมรู้เรื่องนี้เป็นคนแรก
เพราะพ่อผมคือเจ้าของร้าน..."

แต่พอได้อ่านแล้ว
ก็รู้สึกปลอดโปร่งใจ

ขนาดไต้หวัน
ที่มีร้านหนังสือเต็มเมือง
นักเขียนของเขา
ยังเลือกนำเสนอมุมนี้
เพราะการอ่านหนังสือ
เป็นทางเลือก
และกิจกรรมอื่นก็เช่นกัน

📚เนื้อหา

นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวนี้
ลูกชายเจ้าของร้าน
ชวนเพื่อนๆ มาคุยกันว่า

"เรายังมีความสุข
กับการอ่านหนังสือกันอยู่ไหม'

ผ่านสไลด์คำกล่าวอมตะ
จากนักเขียนดังทุกยุค
ตามด้วยความคิดเห็นแสบๆ คัน ๆ

ความเหนือชั้นของจิมมี เลี่ยว คือ
เขาไม่ได้เขียนเรื่องนี้
เพื่อขอให้คนกลับมาอ่านหนังสือ
แต่เขาสะกิดใจให้คิดอย่างจริงจัง
ว่าสุดท้ายการอ่านสำคัญขนาดไหนกันแน่

'การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ดี
แต่การไม่อ่านหนังสือก็ควรเป็นสิ่งที่ดีเช่นกัน"

😍
15/09/2026

😍

ยังจำความบ้าคลั่งของศิลปินที่วาดสันหนังสือ 10,000 เล่มด้วยมือทั้งหมดที่เป็นไวรัลได้ไหมครับ

มาวันนี้ คุณอิบุสึกิ () ทำเอาโซเชียลลุกเป็นไฟอีกแล้ว กับภาพ “ร้านหนังสือมือสอง” แสดงชั้นหนังสือเรียงเป็นวงก้นหอยไม่รู้จบ มุมมองจากด้านบนทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในมิติอื่น

เขาชอบร้านหนังสือและห้องสมุดมาก อีกทั้งถนัดงานวาดรายละเอียดอยู่แล้ว จึงอยากลองวาดภาพที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือแน่นๆ บนกระดาษแผ่นใหญ่สักครั้ง

เจ้าตัวบอกว่า

“วาดสนุกมาก จนทำไปแบบไม่รู้ตัว พอรู้ตัวอีกทีก็เสร็จแล้ว”

แต่ความอินก็มีราคาที่ต้องจ่าย…

เพราะเขาโหมวาดต่อเนื่องจนช่วงหนึ่ง นิ้วโป้งของมือข้างถนัดเริ่มไม่มีความรู้สึก ทำให้ความเร็วในการทำงานลดลงไปบ้าง

ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังบอกว่า ตลอดการทำงานชิ้นนี้รู้สึกสนุกและตื่นเต้นมาก

และปัญหาล่าสุดก็คือ…

ความรู้สึกที่นิ้วโป้งซึ่งหายไปตอนนั้น จนถึงตอนนี้ก็ยังกลับมาไม่สมบูรณ์เลย 😭

13/09/2026
12/09/2026
💚
11/09/2026

💚

‘สำลี Book Truck’ : อีกตัวตนของสำนักพิมพ์ ‘P.S.’ ที่ออกเดินทางเพื่อหาตัวตนของคนอื่น ๆ ทั่วประเทศ
สิ่งที่ปรากฎตรงหน้าคือรถกระบะสีขาวคันหนึ่งที่แปลงร่างเป็นร้านหนังสือเคลื่อนที่ ราวกับหลุดออกมาจากหน้ากระดาษของ ‘Parnassus on Wheels’ นวนิยายของ ‘Christopher Morley’ ‘สำลี’ เป็นลูกคนเล็กของสำนักพิมพ์ P.S. ที่มีพี่ ๆ ทั้งร้านหนังสือ ‘ประตูสีแดง’ และห้องสมุด ‘ประตูสีน้ำเงิน’ คอยเป็นแบบอย่างมาก่อน และมี ‘ต้น’ จรุงเดช โพธิ์ศรี ชายหนุ่มผู้รักการเดินทางนั่งอยู่หลังพวงมาลัย คอยพารถคันนี้ไปทำความรู้จักกับนักอ่านทั่วประเทศ
ย้อนไปก่อนหน้าที่จะมีสำลี ครอบครัวของ P.S. Publishing สำนักพิมพ์อิสระของไทยที่มีจุดยืนชัดเจน ผลิตหนังสือรูปเล่มเล็กกะทัดรัด แต่อัดแน่นไปด้วยความคิดที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะเรื่องราวความสัมพันธ์และเรื่องเพศในมุมมองร่วมสมัย ทั้งการต่อสู้เชิงอุดมการณ์และมีจุดยืนตรงข้ามกับความเป็นปิตาธิปไตย เดิมมีพื้นที่อยู่แล้วสองแห่ง 'พี่คนโตของครอบครัว' คือ Somewhere Bookshop and Home Cafe ร้านหนังสือประตูสีแดงที่กรุงเทพฯ ซึ่งกำลังจะปิดให้บริการในวันที่ 18 ตุลาคม 2569 นี้ ส่วน 'พี่คนกลาง' คือ Something Blue Library ห้องสมุดประตูสีน้ำเงินย่านจรัญสนิทวงศ์ 53 ทั้งสองแห่งอยู่ในโครงการที่ใช้ตัวอักษร S นำหน้าชื่อเหมือนกันหมด สำลี Booktruck จึงเป็นน้องคนสุดท้องที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงหลังงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา และล่าสุดยังมีน้องใหม่อีกคนเกิดตามมาคือ Something Green Book Cafe ห้องสมุดประตูสีเขียวที่ราชบุรี ซึ่งเพิ่มเมนูขนมปังและเครื่องดื่มเข้าไปด้วย เปิดตัวไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

สิ่งที่ทำให้แต่ละพื้นที่มีเสน่ห์ไม่ใช่ชื่อเรียกหรือสีประตูที่ต่างกัน หากแต่เป็นตัวตนที่ทีมงานตั้งใจสร้างขึ้นให้แต่ละแห่งมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง ต้นเล่าตามความเข้าใจว่าประตูสีแดงเป็นพี่ที่ “เหงาเก่ง เศร้าเก่ง” ส่วนประตูสีน้ำเงินก็เป็นพี่ที่ชอบ “อ่านคนเดียวโดดเดี่ยวในห้องสมุด มีไอติมด้วย” ขณะที่สำลีถูกวางบทบาทให้เป็นตัวละครที่คอยออกไป “ซับแผลฮีลใจให้พี่ ๆ ทุกคน” เหมือนเป็นน้องเล็กที่เยียวยาความเหงาของพี่ ๆ ที่ต้องเฝ้าประตูอยู่กับที่ นอกจากต้น ยังมีทีมงานที่ดูแลโปรเจกสำลีอยู่ 5-6 คน ที่สมควรจะได้รับการกล่าวถึง ได้แก่ ยสวัสร์ ชุติวิสิฐรติกุล (อิงค์), บุษราภรณ์ มาตร์มงคล (จ๊ะเอ๋), ลลิตา ลิมปโภชน์ (ต้า) โดยแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ทั้งคอยดูภาพรวมทั้งหมด มีคนติดต่อกับร้านคาเฟ่และสถานที่ต่าง ๆ มีผู้วางเส้นทางเดินรถ ขณะอีกฝ่ายดูแลเรื่องหนังสือ การจัดส่ง และสต็อก ส่วน “ต้น” รับบทเป็นคนขับรถพาสำลีไปทั่วประเทศ จนถูกเรียกติดปากว่าเป็น 'คุณพ่อสำลี'

เหตุผลที่ต้นได้มารับหน้าที่นี้ไม่ได้ซับซ้อน “ต้นชอบเดินทางเลยครับผม แล้วก็เหมือนแบบคลุกคลีกับวงการหนังสือ ทั้งอยู่ที่ขอนแก่นด้วย ทั้งเคยอยู่แบบที่โคราชด้วย” เขาเล่าถึงจุดร่วมระหว่างตัวเองกับโปรเจกต์นี้ พอโปรเจกต์เกิดขึ้น ทั้งคนในทีมก็มองว่าเขาน่าจะเหมาะกับงานเดินทางลักษณะนี้ที่สุด และตัวเขาเองก็ชอบการทัศนาจรอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

นับจากวันเริ่มต้นหลังงานหนังสือเดือนเมษายน สำลีวิ่งมาแล้วสามเส้นทาง เส้นทางแรกเป็นการทดลองวิ่งใกล้ ๆ ก่อน ไปโคราช สระบุรี แล้ววนกลับมานนทบุรี ใช้เวลาไม่ถึงเดือน เส้นทางที่สองขยับไกลขึ้นไปทางอีสาน ผ่านขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู ชัยภูมิ ก่อนวนกลับเข้ากรุงเทพฯ ใช้เวลาราวหนึ่งเดือน ส่วนเส้นทางที่สามซึ่งกำลังวิ่งอยู่ในตอนที่พูดคุยกันนี้ ยาวที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไล่จากอุทัยธานี กำแพงเพชร ตาก ลำปาง เชียงใหม่ วนลงมาลำพูน แล้วไปพิจิตร นครสวรรค์ ก่อนจะปิดที่ขอนแก่น ใช้เวลาไปแล้วกว่าสองเดือน “โหรูทที่สามนี่ยาวมากเลยนะพี่” ต้นเองยังอุทานถึงระยะทางของตัวเอง ทุกครั้งที่วิ่งจบเส้นทาง สำลีจะกลับไปตั้งหลักที่ Something Blue เพื่อเคลียร์เอกสารและเติมสต็อกหนังสือที่ต้องเพิ่ม ก่อนจะออกเดินทางรอบใหม่ ซึ่งรอบถัดไปมีคิวไปลพบุรี อ่างทอง ชัยนาท ก่อนไล่กลับเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง

ตลอดการเดินทาง สิ่งที่ต้นสังเกตเห็นชัดที่สุดคือรสนิยมการอ่านที่ต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ “แต่ละจังหวัดคือแบบอ่านไม่เหมือนกันเลยครับ” เขาเล่า อย่างที่พิจิตร คนอ่านมักชอบแนวเรื่องสั้น ขณะที่ขอนแก่นกลับมีสายอ่านวรรณกรรมแปลอยู่มาก คนกลุ่มนี้เองที่ทำให้ต้นรู้สึกว่าสำลีมีอีกบทบาทหนึ่งนอกเหนือจากการขาย นั่นคือการชวนให้คนกลับมาสัมผัสหนังสือที่เป็นเล่มจริง ๆ ไม่ใช่แค่อีบุ๊ก แม้เขาจะย้ำว่าไม่ได้ต่อต้านอีบุ๊กแต่อย่างใด แต่ก็สัมผัสได้ว่ามีคนจำนวนหนึ่งเริ่มอยากกลับมาสัมผัสหนังสือ อยากดมกลิ่นหนังสือมากขึ้นเรื่อย ๆ

สำหรับหนังสือที่ขายดีที่สุดในสำลีมีอยู่สามเล่มคือ 'จดหมายจากดาวแมว' , 'พัสดุจากดาวหมา' สองผลงานจากนักเขียนหญิง 'นทธี ศศิวิมล' และวรรณกรรมแปลเรื่อง All About Love ส่วนกลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้ติดตามหนังสือมาก่อนก็มักมองหาแนวที่น่าจะอ่านง่าย เช่นหนังสือรวมถ้อยคำอย่าง 'ตราบใดที่ฉันยังอยู่ เธอจะถูกรักอยู่เสมอ' หรือหนังสือแนวข้อความประกอบภาพ ขณะที่นักเขียนรุ่นเก๋าอย่าง 'อุทิศ เหมะมูล' และ 'อุรุดา โควินทร์' ก็ยังมีแฟนคลับเฉพาะกลุ่มที่ตามหาเฉพาะผลงานของนักเขียนคนนั้น ๆ เช่นเดียวกับซีรีส์ 'เดนดาว NEVER DIE' ที่แม้ไม่ได้บูมเท่าช่วงแรก แต่ก็ยังมีคนตามอ่านต่อเนื่อง ตลอดหลายเส้นทางที่ผ่านมา สำลีขนปกหนังสือติดรถไปด้วยเกือบสามสิบปก บางเล่มหมดสต็อกจนไม่ได้ผลิตเพิ่มแล้ว อย่าง 'Disappear' (เกิดขึ้น รักอยู่ ดับไป), 'Love At Fist Sight' (รักห่าแรก), 'Black Cherry' (ความโหยหาเป็นชื่อยาเสพติด) นอกจากนั้นหากสอบถามหาเล่มไหนไม่เจอ หากอยากได้ก็ยังสั่งผ่านเว็บไซต์ได้อยู่ ส่วนใครที่อยากมาสัมผัสของจริง อยากสร้างคอมมูนิตี้เล็ก ๆ พูดคุยแลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจกัน ก็สามารถเข้ามาหาที่สำลีได้เช่นกัน

สิ่งที่ทำให้ต้นประทับใจที่สุดคือภาพของนักอ่านในพื้นที่ห่างไกลที่งานหนังสือเข้าไม่ถึง เขาเล่าถึงความรู้สึกที่สัมผัสได้ทุกครั้งที่ไปจอดตามจังหวัดต่าง ๆ ว่ามันเหมือนได้ยินเสียงของใครสักคนบอกว่า “หนูอยู่ตัวเมือง แปดสิบกิโลอ่ะ หนูจะเข้าไปงานหนังสือแต่ละทีคือหนูต้องรอรถโดยสาร ถ้ารอบนี้หมดแล้วก็ไม่สามารถไปได้ ไม่สามารถกลับได้เลย”

การมีรถหนังสือขับเข้าไปจอดถึงตัวอำเภอจึงกลายเป็นสิ่งที่คนในพื้นที่ตอบรับดีอย่างไม่คาดคิด เหมือนมีคนบอกกับพวกเขาว่า รถมาเสิร์ฟให้ถึงหน้าบ้านแล้วนะ เหลือแค่ออกมาเลือกหนังสือของตัวเองเท่านั้น เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นจริงกับเด็กสาวคนหนึ่งที่ขับมอเตอร์ไซค์มาจากชัยภูมิไกลถึงแปดสิบกิโลเมตรเพื่อมาหาสำลี แม้จะมาถึงตอนคาเฟ่ปิดแล้ว ทีมงานก็ยังเปิดรถรอให้เธอได้เลือกหนังสือจนพอใจ ต้นเชื่อว่าสิ่งที่ค้นพบไม่ใช่แค่เรื่องรสนิยมการอ่าน มันเป็นการยืนยันว่าหนังสือวรรณกรรมไทยยังมีคนอ่านอยู่จริง เพียงแต่หลายคนไม่รู้จะเริ่มหาจากที่ไหน และสำลีก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพาหนังสือเข้าไปถึงพื้นที่คาเฟ่และชุมชนท้องถิ่นเหล่านั้น

เมื่อพูดถึงจุดแข็งของสำนักพิมพ์ ต้นเห็นตรงกันว่า P.S. โดดเด่นเรื่องความสัมพันธ์เป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ครอบครัว หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยง เขาเล่าว่าเวลามีลูกค้ามาปรึกษาว่าอยากได้หนังสือแนวไหน อย่างถ้าอยากได้แนวฮีลใจหรือวรรณกรรมแปล ก็มักจะแนะนำเล่มอย่าง All About Love ให้ เพราะสุดท้ายแล้วโจทย์ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสิ่งที่ลูกค้าป้อนมา และสำลีก็แค่คอยตอบโจทย์นั้นกลับไปราว ๆ กับช่วยให้ผู้ผ่านเข้ามาได้เข้ามาค้นหาตัวตนผ่านสิ่งที่เรียกว่าวรรณกรรม

โปรเจกต์สำลีถูกวางแผนไว้เป็นระยะยาวสามถึงสี่ปี ภายใต้การลงแรงของคนหนุ่มสาวชาว P.S โดยปีแรกเน้นไปที่การเรียนรู้วัฒนธรรมการอ่านของแต่ละจังหวัดก่อน เหมือนเป็นการวิ่งหาเพื่อนและสร้างฐานแฟนคลับ ก่อนที่ปีที่สองและสามจะขยับไปสู่การจัด Bookclub อย่างจริงจัง มีดนตรี มีร้านค้าอื่นๆ มาร่วมออกบูธเวลาที่สำลีไปจอด

ระหว่างการเดินทางที่ไม่ค่อยมีเวลาอ่านหนังสือมากนัก ต้นกลับพบจุดเปลี่ยนหนึ่งในตัวเอง นั่นคือการได้ลองเขียนหนังสือด้วยตัวเอง เขาทำเพจส่วนตัวชื่อ Behind สำลี ควบคู่ไปกับเพจหลักของสำลี Booktruck เพื่อบันทึกความรู้สึกจากแต่ละจังหวัดที่ผ่านไป ทั้งเรื่องผู้คน บรรยากาศ และการได้พบเจอกัน “เราไปสัมผัสแต่ละจังหวัดเสร็จแล้วก็จะมีแบบว่าจังหวัดนี้เป็นยังไง เราก็เขียนตามความรู้สึกของเรา” เขาเล่าถึงงานเขียนที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ได้เรียบเรียงสวยงาม เพียงแค่รู้สึกอย่างไรก็เขียนออกมาแบบนั้น

ก่อนจบบทสนทนา ต้นฝากถึงคนที่ตามอ่านเรื่องราวของสำลีว่า ใครที่ผ่านไปผ่านมาหรืออยากรู้ว่าสำลีจะไปจอดที่ไหนต่อ สามารถติดตามได้ผ่านเพจสำลี Booktruck ซึ่งจะอัปเดตเส้นทางและโปรโมชั่นต่างๆ อยู่เสมอ “ถึงจะไม่มาซื้อหนังสือหรือไม่อะไรก็แค่แบบมาคุยกันอย่างงี้ก็แค่นี้ก็ประทับใจแล้วครับ” เขาทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น ก่อนที่รถหนังสือสี่ล้อคันนี้จะออกเดินทางต่อไปยังจังหวัดถัดไปที่รอสำลีอยู่
ติดตามการเดินทางของสำลี Book Truck ได้ที่

• FB :https://www.facebook.com/profile.php?id=61589927371408

• IG : https://www.instagram.com/somelee_booktruck

#ร้านหนังสือเคลื่อนที่สี่ล้อ #ร้านหนังสือ #เดินทาง

10/09/2026

“คนรุ่นนี้คิดว่าเพราะโลกนี้มีแก่นสารที่ไร้สุข เราจึงต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้มีความสุข เพราะโลกนี้อยุติธรรม เราจึงต้องบากบั่นสร้างความยุติธรรม ท้ายที่สุดเพราะโลกนี้เหลวไหลไร้สาระ เราจึงต้องสร้างเหตุผลทั้งหมดนี้ให้มัน”
— อัลแบรต์ กามูส์
#วิกฤตแห่งมนุษย์
THE HUMAN CRISIS
เร็วๆ นี้

ภาพถ่ายโดย Loomis Dean

ที่อยู่

คลินิกบ้านรักษาสัตว์ ถ. ท่าคราวน้อย ต. สบตุ๋ย อ. เมือง
Lampang
52100

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Little lovely bookshop #ร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่รัก โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Little lovely bookshop #ร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่รัก:

ทางลัด

แชร์