Little lovely bookshop #ร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่รัก

Little lovely bookshop #ร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่รัก ร้านหนังสือแมว ๆ ที่ต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องน้องแมวหลายชีวิต

สวัสดีครับ นักอ่านที่รัก
เปิดร้านมาเข้าปีที่ 9 แล้ว
ขอแนะนำร้านหน่อยนะครับ
เราเปิดร้านนี้
เพราะเห็นด้วยกับคำพูดพี่จิก
ประภาส ชลศรานนท์
หนึ่งในสามผู้ก่อตั้ง
นิตยสารไปยาลใหญ่
และสำนักศิษย์สะดือที่เรานิยมอ่าน
พี่จิกบอกว่า
เมื่อมีเงินควรแบ่งเป็นสองส่วน
ส่วนหนึ่งไว้ซื้ออาหาร ปัจจัยสี่
มาจุนเจือครอบครัว
และอีกส่วนหนึ่ง
เอาไปซื้อดอกไม้มาปลูก
ให้ความงามอันบอบบางของดอกไม้ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจ
ร้า

นนี้คือสวนอักษรของเรา
ส่วนใหญ่
หนังสือในร้านเป็นแนววรรณกรรมและวรรณกรรมเยาวชน
(โดยเฉพาะหนังสือของสนพ.กำมะหยี่และผีเสื้อที่จะมีมากเป็นพิเศษ)
รวมทั้งหนังสือนิทานภาพจากหลายสำนักพิมพ์
และใหม่ล่าสุด
กองทัพหนังสือคู่มือเลี้ยงเด็กจากสนพ. SandClock Books
คู่มือกาแฟ"ทำกาแฟให้เป็นเรื่องง่าย"
จากสนพ.
รวมทั้งมี DVD หนังสารคดีจากค่าย documentary club
ร้านจัดพื้นที่ให้นักอ่านมาใช้เวลากับหนังสือแบบสบายๆ
ได้ค่อยๆเลือกตามใจ จะยืนอ่าน หรือจะเอกเขนกอ่านอย่างไรก็ได้
สำหรับชื่อร้าน Little lovely bookshop.
มีแรงบันดาลใจจากร้านโปรดที่ชอบไป
สมัยเรียนมหาลัย
“ร้านหนังสือเล็กๆ” ย่านถนนพระอาทิตย์
🧚ร้านเราอาจดูเล็ก🧚‍♀‍
แต่เชื่อว่านักอ่านจะค้นพบเล่มโปรดสักเล่มแน่นอน❤️
นอกจากงานขายหนังสือ
ร้านจัดกิจกรรมบ้าง ตามแต่โอกาสจะเอื้ออำนวย
ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง+เล่านิทานให้เด็กๆที่มาทัศนศึกษา,เชิญพี่แต้ว นักเล่านิทานคนเก่งมาเล่านิทาน ให้เด็กๆฟังในร้าน ,จัดเสวนากับนักเขียนหลังฉายหนังญี่ปุ่นเรื่อง ”I wish”
หัวข้อ”ญี่ปุ่นที่รักและฝันใฝ่”,นำหนังสารคดีเกี่ยวกับการศึกษาของเด็ก “Childhood”มาฉายในร้าน ,จัดงานนิทรรศการหนังสือนิทานภาพนานาชาติ
ครั้งที่ 1ร่วมกับมูลนิธิเมล็ดฝัน,พ่อแม่ผู้ปกครองและภาคีรักการอ่าน จ.ลำปางจัดเทศกาลหนังLittle Documentary Film Festival (LiDoFiFe)
โดยได้รับการสนับสนุนจากค่าย documentary club
ของทีมพี่ธิดา ผลิตผลการพิมพ์,จัดกิจกรรมหาทุนสนับสนุนสื่อการเรียนการสอนให้โรงเรียนในชนบท
แม้ยอดขายหนังสือจะไม่ได้หวือหวานัก
แต่โชคดีที่ยังมีนักอ่านขาประจำที่คอยอุดหนุนเกื้อกูลอยู่เสมอ
นอกจากสามารถเลือกซื้อหน้าร้านแล้ว
ทางร้านมีบริการออนไลน์ให้เลือกซื้อและพร้อมจัดส่งถึงบ้าน
#กิจกรรมแบ่งหนังสือกันอ่าน
นักอ่าน99คนแบ่งหนังสือคนละ99เล่ม

สนใจเข้ากลุ่ม คลิกเพื่ออ่านกติกาก่อนจ้า
https://www.facebook.com/groups/99bookclub
📚ถ้าชอบอ่านหนังสือเหมือนเรา
ฝากกดlike/ติดตามเพจร้านหน่อยนะครับ😊 https://www.facebook.com/littlelovelybookshop/
😊❤️📚👨‍👩‍👧‍👦💕🧚🧚‍♀‍🥰🌳
เราเชื่อว่าหน้าที่ของร้านนี้
ก็เหมือนกับหน้าที่ของคนจุดโคม
ในหนังสือเจ้าชายน้อย ❤️
ในยามที่เขาจุดโคม
ก็ทำให้ดาวดวงนั้นสว่าง
เมื่อยามดับโคม
ดาวดวงนั้นก็หรี่แสงลง
เฉกเช่นเดียวกัน
ยามที่ร้านเปิด
แล้วนักอ่านอยากมาร้านหนังสือ
เขาย่อมรู้ดีว่า
มีร้านนี้เฝ้ารอเขาอยู่
เหมือนสวนดอกไม้อักษรหอมหวาน
ที่รอผีเสื้อนักอ่านโบยบินมาสูดดมและชื่นชม
#ยินดีต้อนรับนักอ่านที่รักเสมอนะครับ
#ที่ตั้งของร้าน(มีแผนที่)
อยู่ใจกลางเมืองลำปาง
ในซอยตรงข้ามวัดศรีรองเมือง
ที่มีวิหารไม้สีเหลืองทองงามอร่าม
ตามแบบฉบับศิลปะพม่า(ในภาพ)
#ร้านอิงแอบอยู่บนเฉลียงของคลินิกบ้านรักษาสัตว์
+++++++++++++++++++++++++
😊❤️📚สนใจอยากอ่านหรือตามหาหนังสือเล่มไหน
สอบถามมาหรือ
📚ดูที่ลิงก์สำหรับเลือกชมหนังสือของสนพ.ต่างๆ
ในร้านได้นะครับ👨‍👩‍👧‍👦💕🍀
#บทความแนะนำร้านจากThe_Cloud ( #1มกราคม2564)
https://readthecloud.co/little-lovely-bookshop-lampang/

++หนังสือแนะนำ***
#หนังสือสำนักพิมพ์กำมะหยี่
https://www.facebook.com/pg/littlelovelybookshop/photos/?tab=album&album_id=730848300299343
#หนังสือสำนักพิมพ์ผีเสื้อ
https://www.facebook.com/pg/littlelovelybookshop/photos/?tab=album&album_id=731276593589847
#หนังสือสำนักพิมพ์ SandClock
https://www.facebook.com/pg/littlelovelybookshop/photos/?tab=album&album_id=3261743590543122
ที่ลิงค์นี้
👉https://vimeo.com/docclubondemand/vod_pages.
😊ขอฝากเพจกิจกรรมของร้านหน่อยนะครับ
#กิจกรรมฉายหนัง
https://www.facebook.com/littlelovelydocumentaryclub/
#กิจกรรมสำหรับเด็ก
https://www.facebook.com/pg/littlelovelybookshop/photos/?tab=album&album_id=1669429033107927
สุดท้ายนี้
ขอให้มิตรรักนักอ่านทุกท่าน
มีสุขภาพที่ดีนะครับ
แล้วพบกันที่ร้านหนังสือนะครับ
ด้วยมิตรภาพ☺️

😻
16/08/2026

😻

ว่าด้วยการทำงานและการนอนแบบ ‘ฮารูกิ มูราคามิ’
ในการทำงานยุคนี้ เวลาในหนึ่งวันมีอยู่อย่างจำกัด ส่วนงานที่รออยู่ตรงหน้ากลับไม่เคยหมดสิ้น และเมื่อสองสิ่งนี้ชนกัน สิ่งแรกที่ถูกตัดออกไปแทบทุกครั้งก็คือ ‘การนอน’ เราต่างคุ้นเคยกับภาพเหล่านี้ดี ไม่ว่าจะเป็นการอดหลับอดนอนเพื่อส่งงานให้ทันกำหนด การตื่นก่อนใครเพื่อจะได้มีเวลาสักชั่วโมงที่เป็นของตัวเองจริง ๆ หรือการนอนดึกเพราะรู้สึกว่ากลางคืนคือช่วงเวลาเดียวที่โลกเงียบพอจะให้เราได้ทำสิ่งที่อยากทำ จนบางครั้งชั่วโมงการนอนที่หายไปก็ถูกเล่าออกมาด้วยน้ำเสียงที่ใกล้เคียงกับความภาคภูมิใจ
แต่ในอีกมุมหนึ่ง มีคนอีกจำพวกที่มองเรื่องนี้กลับด้านกันโดยสิ้นเชิง พวกเขาไม่ได้นอนเยอะเพราะไม่ทะเยอทะยาน หรือเพราะใส่ใจสุขภาพเป็นพิเศษกว่าใคร แต่นอนเยอะเพราะเนื้องานที่ทำอยู่นั้นเรียกร้องให้ต้องนอน หากนอนไม่พอ งานชิ้นนั้นจะไม่ได้เพียงออกมาแย่ลง แต่อาจทำไม่ได้เลย
หนึ่งในคนเหล่านั้นคือนักเขียนที่หนังสือของเขาถูกแปลไปแล้วมากกว่าห้าสิบภาษาทั่วโลก และเป็นชื่อที่ถูกเอ่ยถึงแทบทุกปีในฐานะตัวเต็งรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ชายผู้นั้นคือ ‘ฮารูกิ มูราคามิ’ (Haruki Murakami) และเขาเข้านอนตอนสามทุ่ม ตั้งแต่อายุสามสิบต้น ๆ ในวันที่เพิ่งตัดสินใจยึดการเขียนหนังสือเป็นอาชีพเต็มตัว และสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ เขาไม่ได้เป็นคนแบบนี้มาตั้งแต่ต้น ก่อนหน้าวันนั้น มูราคามิใช้ชีวิตในแบบที่ตรงกันข้ามกันแทบทุกอย่าง แต่เหตุใดเขาถึงตัดสินใจจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตัวเองกันล่ะ?
🟣 ชายที่เขียนนิยายบนโต๊ะครัวตอนตีสอง
ย้อนกลับไปในปี 1974 ก่อนที่มูราคามิจะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยวาเซดะเสียด้วยซ้ำ เขากับ ‘โยโกะ ทากาฮาชิ’ (Yoko Takahashi) ภรรยาของเขา ตัดสินใจเปิดบาร์แจ๊สและร้านกาแฟเล็ก ๆ ขึ้นมาแห่งหนึ่งในย่านโคคุบุนจิ ชานเมืองโตเกียวฝั่งตะวันตก พวกเขาตั้งชื่อมันว่า ‘Peter Cat’ ตามชื่อแมวที่เลี้ยงไว้ และดำเนินกิจการมันด้วยกันเรื่อยมาจนถึงปี 1981 สาขาแรกของร้านตั้งอยู่ในชั้นใต้ดิน เป็นห้องที่ไม่มีหน้าต่างและอบอวลไปด้วยควันบุหรี่ตลอดเวลาทำการ กลางวันขายกาแฟ กลางคืนขายเหล้าและอาหาร ส่วนวันสุดสัปดาห์มีวงดนตรีสดมาเล่นแจ๊ส และเมื่อไม่มีวงเล่น มูราคามิก็เปิดแผ่นเสียงจากคอลเลกชันของตัวเองที่สะสมไว้ราวสามพันแผ่น
ในร้านแห่งนั้น เขาคือคนล้างจาน คนผสมเครื่องดื่ม คนกวาดพื้น คนทำบัญชี คนเช็กสต็อก คนจัดตารางพนักงาน และคนติดต่อจองวงดนตรีไปพร้อมกันทั้งหมด ช่วงหน้าหนาวปีแรก ๆ ทั้งคู่เป็นหนี้หนักจนไม่มีเงินพอจะเปิดเครื่องทำความร้อนเสียด้วยซ้ำ และต้องกอดแมวนอนเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น แล้วในปี 1979 ท่ามกลางชีวิตแบบนั้นเอง ชายวัยยี่สิบเก้าคนนี้ก็เริ่มลงมือเขียนนิยาย
วิธีที่เขาใช้คือการเขียนหลังปิดร้าน กลับถึงบ้านหลังเที่ยงคืน นั่งลงที่โต๊ะครัว แล้วเขียนไปสักหนึ่งถึงสองชั่วโมงก่อนจะหลับ เขาใช้เวลาสิบเดือนกับนิยายเล่มแรก ส่งเข้าประกวดรางวัลกุนโซสำหรับนักเขียนหน้าใหม่ และคว้ารางวัลนั้นมาได้ จากนั้นอีกหนึ่งปีต่อมาเขาก็เขียนเล่มที่สองจบลงด้วยวิธีการเดียวกัน หากมองจากภายนอก นี่คือภาพของศิลปินที่โรแมนติกอย่างยิ่ง ชายหนุ่มเจ้าของบาร์แจ๊สในห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยควันบุหรี่ ผู้เขียนนิยายรางวัลระดับประเทศบนโต๊ะครัวในเวลาที่คนทั้งเมืองหลับกันไปหมดแล้ว
แต่คนที่ไม่เห็นด้วยกับภาพนั้นมากที่สุดกลับเป็นตัวเขาเอง ในเวลาต่อมามูราคามิเล่าย้อนถึงช่วงนั้นว่า เขาเขียนได้เพียงเป็นช่วงสั้น ๆ ต้องคอยฉวยเวลาทีละครึ่งชั่วโมงบ้างหนึ่งชั่วโมงบ้าง และเพราะเหน็ดเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังรู้สึกราวกับกำลังวิ่งแข่งกับนาฬิกา เขาจึงไม่เคยรวบรวมสมาธิได้ดีพอสักครั้ง
วิธีการทำงานแบบนี้ให้ผลตอบแทนกับเขาอย่างงดงามด้วยซ้ำ มันทำให้เขาได้รางวัล ได้ตีพิมพ์ และได้กลายเป็นนักเขียน ทว่าสิ่งที่เขาสูญเสียไปจึงไม่ใช่ ‘ผลงาน’ แต่คือ ‘ความลึก’ เขาเขียนได้ แต่เขียนได้เพียงเท่าที่เศษเวลาและเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่จะเอื้อให้ทำได้เท่านั้น และเป็นเช่นนั้นเอง มูราคามิจึงต้องขบคิดกับตัวเอง ว่าจะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไรได้บ้าง
🟣 เข้านอนเมื่อฟ้ามืด ตื่นพร้อมดวงอาทิตย์
ในปี 1981 มูราคามิกับภรรยาตัดสินใจขาย Peter Cat ทิ้ง แล้วย้ายออกจากโตเกียวไปอยู่ชานเมืองในจังหวัดชิบะ เพื่อให้เขาได้ทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการเขียนเพียงอย่างเดียว และพร้อมกับการย้ายบ้านครั้งนั้น พวกเขาก็ตัดสินใจอีกเรื่องหนึ่งที่ฟังดูเล็กน้อยกว่ามาก แต่กลับเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดสี่สิบปีถัดจากนั้น นั่นคือการตกลงกันว่าจะ
“เข้านอนทันทีที่ฟ้ามืด และตื่นขึ้นมาพร้อมดวงอาทิตย์”
เหตุผลที่เขาให้ไว้ในตอนแรกยังเป็นเหตุผลที่เรียบง่ายมาก มูราคามิเล่าว่าสมัยทำบาร์เขาต้องใช้แรงกายอยู่ตลอดเวลา แต่พอเปลี่ยนมานั่งเขียนหนังสือทั้งวัน น้ำหนักก็เริ่มขึ้น แถมยังสูบบุหรี่หนักถึงวันละหกสิบมวน จนนิ้วเหลืองและตัวเหม็นควันไปหมด เขาจึงสรุปกับตัวเองว่าถ้าอยากมีชีวิตในฐานะนักเขียนที่ยืนยาว ก็จำเป็นต้องหาวิธีดูแลร่างกายของตัวเองเสียใหม่ วิธีที่เขาเลือกคือการวิ่ง โดยเริ่มวิ่งในฤดูใบไม้ร่วงปี 1982 ตอนอายุสามสิบสาม และเลิกบุหรี่ตามมาในเวลาไม่นานหลังจากนั้น ซึ่งเขาบอกว่าความอยากวิ่งนี่เองที่ช่วยพยุงเขาผ่านอาการถอนบุหรี่ไปได้
หลายปีต่อมา ในบทสัมภาษณ์กับนิตยสาร The Paris Review เมื่อปี 2004 เมื่อถูกถามว่าวันทำงานของเขาเป็นอย่างไร มูราคามิอธิบายตารางชีวิตในช่วงที่เขาอยู่ในโหมดเขียนนิยายเอาไว้ว่า เขาตื่นตีสี่ ทำงานติดต่อกันห้าถึงหกชั่วโมง ตอนบ่ายวิ่งสิบกิโลเมตรหรือว่ายน้ำหนึ่งพันห้าร้อยเมตร บางวันก็ทำทั้งสองอย่าง จากนั้นอ่านหนังสือ ฟังเพลง แล้วเข้านอนตอนสามทุ่ม โดยทำซ้ำเช่นนี้ทุกวันไม่มีเปลี่ยนแปลง นี่คือย่อหน้าที่ถูกแคปไปแชร์กันมากที่สุดในอินเทอร์เน็ต แต่มันมักถูกตัดจบลงตรงนี้พอดี ทั้งที่ประโยคซึ่งสำคัญที่สุดคือประโยคถัดไป
เพราะมูราคามิอธิบายต่อว่า ตัวความซ้ำเดิมนั่นเองคือสิ่งสำคัญ เพราะมันคือการสะกดจิตรูปแบบหนึ่ง
“ผมสะกดจิตตัวเองเพื่อไปให้ถึงสภาวะจิตที่ลึกลงไปกว่าเดิม”
เขายังบอกอีกว่า การจะรักษาความซ้ำแบบนี้ไว้ให้ได้นานหกเดือนถึงหนึ่งปีนั้นต้องใช้กำลังทั้งทางกายและทางใจไม่น้อย ในแง่นี้การเขียนนิยายขนาดยาวจึงเปรียบได้กับการฝึกเอาชีวิตรอด และความแข็งแรงของร่างกายก็จำเป็นไม่แพ้สุนทรียะทางศิลปะ คำถามที่ตามมาก็คือ ‘สภาวะจิตที่ลึกลงไปกว่าเดิม’ ที่ว่านั้นหมายถึงอะไรกันแน่
มูราคามิเคยอธิบายเรื่องนี้ไว้ด้วยภาพของบ้านหลังหนึ่ง เขาบอกว่าประสบการณ์ของมนุษย์เปรียบได้กับบ้านสองชั้น ชั้นล่างคือที่ที่ผู้คนมารวมตัวกันกินข้าว ดูโทรทัศน์ และพูดคุย ชั้นบนคือห้องส่วนตัวที่แต่ละคนเข้าไปอ่านหนังสือหรือฟังเพลงตามลำพัง จากนั้นยังมีชั้นใต้ดินซึ่งเป็นที่เก็บของ เป็นห้องที่เราไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตประจำวันแต่บางครั้งก็แวะลงไปวนเวียนอยู่บ้าง และใต้ชั้นใต้ดินนั้นลงไปอีก ก็ยังมีอีกห้องหนึ่งซ่อนอยู่
ห้องนั้นมีประตูที่หาเจอได้ยากมาก ปกติแล้วเข้าไม่ได้ และบางคนก็ไม่เคยเข้าไปถึงเลยตลอดชีวิต ส่วนผู้ที่เข้าไปได้จะได้เดินอยู่ในความมืด ได้พบสิ่งที่ไม่มีวันมองเห็นในส่วนอื่นของบ้าน และได้เชื่อมต่อกับอดีตของตัวเอง เพราะการลงไปที่นั่นคือการเข้าไปในจิตวิญญาณของตัวเองจริง ๆ แต่แล้วก็ต้องกลับออกมา เพราะถ้าอยู่ในนั้นนานเกินไป มูราคามิบอกว่า “you can never get back to reality” หรือ “คุณจะไม่มีวันกลับสู่ความเป็นจริงได้อีก” และหลายปีให้หลัง ในการปรากฏตัวต่อสาธารณะที่เกียวโตเมื่อปี 2013 ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบสิบแปดปีของเขาในญี่ปุ่น เขาก็พูดถึงห้องใต้ดินชั้นที่สองนี้อีกครั้ง โดยบอกว่าสิ่งที่เขาต้องการทำคือการ “go down there, but still stay sane” หรือ “ลงไปข้างล่างนั้น แต่ยังคงสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้”
ถึงตรงนี้ ตารางชีวิตที่ดูเคร่งครัดจนแทบจะน่าอึดอัดของเขาก็เริ่มอธิบายตัวเองได้ เพราะในหนังสือ What I Talk About When I Talk About Running ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2007 มูราคามิเขียนเอาไว้ทำนองว่า เมื่อใดที่เราลงมือเขียนนิยาย จะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม มันจะดึงเอาพิษบางอย่างที่ฝังตัวอยู่ลึกที่สุดในความเป็นมนุษย์ให้ลอยขึ้นมาสู่ผิวหน้า และนักเขียนทุกคนล้วนต้องเผชิญหน้ากับพิษนั้นไม่มากก็น้อย เขาจึงเสนอว่าคนที่ตั้งใจจะเขียนนิยายเป็นอาชีพไปนาน ๆ จำเป็นต้องสร้างระบบภูมิคุ้มกันของตัวเองขึ้นมาต้านทานพิษที่อันตราย และในบางกรณีถึงขั้นเป็นอันตรายถึงชีวิตชนิดนี้ ทว่าการสร้างและรักษาภูมิคุ้มกันดังกล่าวเอาไว้ต้องอาศัยพลังงานมหาศาล ซึ่งไม่มีที่ไหนให้ไปหามาได้นอกจากร่างกายของตัวเอง การนอนตอนสามทุ่มของมูราคามิ จึงไม่ใช่รางวัลที่เขามอบให้ตัวเองหลังเลิกงาน แต่มันคือส่วนหนึ่งของงาน
🟣 นอนเพื่อจะได้กลับขึ้นมา
เมื่อภาพแคปประโยค ‘ตื่นตีสี่ นอนสามทุ่ม’ ของมูราคามิถูกส่งต่อกันในโลกออนไลน์เมื่อไม่กี่ปีมานี้ สิ่งที่ตามมาคือเสียงวิจารณ์จำนวนไม่น้อย ว่านี่คือคำแนะนำสำหรับคนที่มีอภิสิทธิ์เท่านั้น คนที่ไม่ต้องเข้ากะดึก ไม่ต้องตื่นมาป้อนนมลูกตอนตีสอง และไม่ต้องรอสายจากหัวหน้าในเวลาสี่ทุ่ม ข้อวิจารณ์นั้นฟังขึ้นและไม่ควรถูกปัดตกไป เพราะชีวิตแบบมูราคามิไม่ใช่ชีวิตที่ทุกคนเลือกได้ และการเอาตารางเวลาของนักเขียนที่ประสบความสำเร็จแล้วมาแปะลงบนชีวิตของคนที่ยังต้องดิ้นรน ก็ไม่ได้ช่วยอะไรใครขึ้นมาจริง ๆ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง มูราคามิเองก็ไม่เคยเสนอว่านี่คือเส้นทางที่ทุกคนควรเดินตาม ในหนังสือเล่มเดียวกันนั้นเขาเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าเขาไม่เคยแนะนำให้ใครไปวิ่ง เพราะคนที่สนใจย่อมเริ่มวิ่งด้วยตัวเอง ส่วนคนที่ไม่สนใจ ต่อให้พูดจนปากเปียกปากแฉะก็ไม่ทำให้อะไรเปลี่ยนไป สิ่งที่เรื่องราวของเขาให้กับเราจึงไม่ใช่ตารางเวลาที่ต้องลอกตาม แต่คือการจัดลำดับความสำคัญที่กลับด้านกับสิ่งที่เราคุ้นเคย
โดยปกติแล้วเราถูกสอนให้มองการนอนในฐานะสิ่งที่มาทีหลัง นอนคือรางวัลเมื่องานเสร็จ นอนคือส่วนที่ยอมสละได้เมื่อจำเป็น และนอนคือส่วนที่จะถูกเบียดออกไปทันทีที่มีอะไรสำคัญกว่าเข้ามา แต่ในกรณีของมูราคามิ ลำดับนั้นกลับด้านกันทั้งหมด เขาไม่ได้นอนเพราะทำงานเสร็จแล้ว หากแต่นอนเพื่อที่จะได้ทำงาน และงานที่เขาทำก็เป็นงานที่ถ้าเดินเข้าไปโดยไม่มีอะไรพยุงเอาไว้ ก็อาจไม่ได้เดินกลับออกมา
แน่นอนว่าพวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้มีอาชีพเขียนนิยาย และไม่ได้ต้องลงไปในห้องใต้ดินชั้นที่สองของจิตใจตัวเองทุกเช้าตอนตีสี่ ทว่าหากมองให้ดี งานของแต่ละคนล้วนมีชั้นใต้ดินของมันเองอยู่ทั้งนั้น มีส่วนที่เรียกร้องให้เราต้องเอาตัวเองเข้าไปแลกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ครูที่รับความรู้สึกของเด็กทั้งห้องกลับบ้านมาด้วยทุกเย็น หมอที่ต้องเป็นคนแจ้งข่าวร้ายให้ญาติผู้ป่วยฟัง พนักงานบริการที่ต้องยิ้มให้คนที่กำลังตะโกนใส่หน้า หรือคนทำงานสร้างสรรค์ที่ต้องขุดเอาบางอย่างจากข้างในตัวเองออกมาวางบนโต๊ะให้คนอื่นตรวจสอบ
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่าเราควรตื่นตีสี่หรือไม่ แต่คือสิ่งที่พยุงเราอยู่ในตอนนี้คืออะไร และมันแข็งแรงพอจะพาเรากลับขึ้นมาได้ทุกวันหรือเปล่า เพราะการนอนที่ดีไม่ได้ทำให้เราลงไปได้ลึกกว่าเดิม มันเพียงทำให้เรากลับขึ้นมาได้ทุกครั้ง
ราตรีสวัสดิ์
Shall We Sleep 2026
GOOD NIGHT Better Life
คุณจำวันที่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่า "วันนี้พร้อมใช้ชีวิต" ครั้งล่าสุดได้ไหม?
หลายครั้ง เราโทษงานที่หนัก ตารางชีวิตที่แน่น หรือความเครียดที่ถาโถม จนลืมไปว่าจุดเริ่มต้นของวันที่ดี อาจเริ่มตั้งแต่คืนก่อนหน้า
The People ชวนคุณมาร่วม Shall We Sleep 2026 พื้นที่ที่ชวนทุกคนกลับมาทำความเข้าใจ "การนอน" ในมิติที่ลึกกว่าการหลับให้ครบ 8 ชั่วโมง ผ่านบทสนทนากับผู้เชี่ยวชาญ ประสบการณ์ที่ได้ลงมือสัมผัส และแรงบันดาลใจที่จะทำให้คุณมองการพักผ่อนในมุมใหม่
เพราะการนอนที่ดี ไม่ใช่เพียงการพักร่างกาย แต่คือการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในวันรุ่งขึ้น
ภายในงาน คุณจะได้กลับบ้านพร้อม
- ความเข้าใจใหม่ว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้คุณนอนไม่เต็มอิ่ม
- วิธีดูแลการนอนที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
- มุมมองใหม่ต่อการพักผ่อน สุขภาพ และคุณภาพชีวิต
แรงบันดาลใจในการเริ่มต้นดูแลตัวเอง ผ่านสิ่งที่เราใช้เวลาร่วมกับมันมากที่สุด "การนอน"
หากคุณเชื่อว่า ชีวิตที่ดี ไม่ได้เกิดจากการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ งานนี้คือพื้นที่ที่คุณไม่ควรพลาด
วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2026
เวลา 13.30 – 17.30 น.
Gaysorn Urban Resort
แล้วมาค้นพบไปด้วยกันว่า
GOOD NIGHT Better Life
เพราะคืนที่ดี คือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ดี
#ฮารูกิมูราคามิ #วรรณกรรม #การนอน

สุขสันต์วันแม่💚
12/08/2026

สุขสันต์วันแม่💚

หนังสือเล่มโปรดของแอดมินเลย
09/08/2026

หนังสือเล่มโปรดของแอดมินเลย

-บุตร-สำเนาจากต้นฉบับแปลลายมือของอ.ระวี ภาวิไล หนังสือ -ปรัชญาชีวิต-คาลิล ยิบรานสำนักพิมพ์ผีเสื้อ
08/08/2026

-บุตร-

สำเนาจากต้นฉบับแปล
ลายมือของอ.ระวี ภาวิไล
หนังสือ
-ปรัชญาชีวิต-
คาลิล ยิบราน
สำนักพิมพ์ผีเสื้อ

มะละกอที่รัก...กิ่งเจ้าหักจึงเศร้าหมองด้วยเหตุที่เคยเคียงครองน้ำตานองสุดเสียดายมะละกอเจ้าเอ๋ย...อย่าโศกเลยนะโฉมฉายถึงกิ่...
07/08/2026

มะละกอที่รัก...
กิ่งเจ้าหักจึงเศร้าหมอง
ด้วยเหตุที่เคยเคียงครอง
น้ำตานองสุดเสียดาย

มะละกอเจ้าเอ๋ย...
อย่าโศกเลยนะโฉมฉาย
ถึงกิ่งเก่าจะเฉาวาย
ก็จะได้กิ่งใหม่มา

มะละกอมีแต่แผล
แต่ลองแลดูเถิดหนา
อันริ้วรอยรอบกายา
คือราคาการงอกงาม

#บทกวี
มะละกอ
ฤดูร้อน 2516

#ฟองเวลา
หนังสือรวมกาพย์กลอน
และคำรำพึง
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

ลมพัดไม่รู้ล่วงหน้า
05/08/2026

ลมพัดไม่รู้ล่วงหน้า

"ล้มหาย (แต่ไม่) ตายจาก"
เปิดไทม์ไลน์ 'ฉบับสุดท้าย' ของ 20 นิตยสารดังที่เงียบหาย และบอกลาแผงหนังสือไปแล้ว
เพราะวัฒนธรรมการรับสารไม่เคยล้มหายตายจากไปจากมนุษยชาติ เราทุกคนล้วนทำมันทุกวันผ่านหน้าจอสมาร์ตโฟน ไถดูวิดีโอบ้าง เปิดอ่านบทความบนโลกออนไลน์ หรือในเว็บไซต์บ้าง จริง ๆ สิ่งที่เราทำตั้งแต่เล็กจนโต ตั้งแต่รุ่นก่อนถึงรุ่นนี้แทบไม่ต่างกันเลย ต่างก็แค่เพียง 'Device' หรือ 'อุปกรณ์' ที่ใช้รับสารก็เท่านั้น
ในวัฒนธรรมการอ่านเอง ตอนนี้ที่ยังคงมีให้เราได้หยิบจับของใหม่อยู่เสมอคงจะเป็นหนังสือเล่ม แต่สำหรับรูปแบบหนังสือที่ขนาดใหญ่กว่า และออกบ่อยกว่า อย่าง 'นิตยสาร' กลับกลายเป็นวิธีการส่งสารที่ไม่ค่อยตอบโจทย์วัฒนธรรมยุคนี้ไปเสียแล้ว แต่เดิมนิตยสารออกกันรายสัปดาห์ รายปักษ์ (15 วัน) ไปจนถึงรายเดือน และนิตยสารเล่มเดียวกันก็มีจะมีวัฒนธรรมอันเฉพาะตัวด้วยวิถีแบบคอลัมน์ให้ได้เลือกอ่านเนื้อหาตามวิธี และกติกาที่แต่ละคอลัมน์กำหนดไว้ ซึ่งล้วนแล้วแต่นำเสนอตัวตน จุดยืน วิธีการทำงาน และความแตกต่างทางความคิดได้อย่างเฉียบคม และเป็นหนึ่งในรูปแบบของสื่อที่ได้รับความนิยมมากในยุคหนึ่ง
แต่จนถึงวันนี้ วัฒนธรรมดังกล่าวเสื่อมคลายลงไปมาก ผู้เล่นนิตยสารหัวเก๋าล้มหาย เลิกทำไปก็มาก จนถึงวันนี้อาจจะเหลือนิตยสารอยู่บนแผงไม่มากนัก แต่ถ้ากวาดตาดู ชื่อหัวนิตยสารที่คนรุ่นก่อนคุ้นเคยอาจจะไม่อยู่ให้อ่านเสียแล้ว
SUM UP ชวนย้อนวันวานกับ 20 นิตยสารเก่าที่น่าสนใจ ล้มหายไปจากแผงหนังสือ-ร้านหนังสือ แต่ไม่เคยตายไปจากหัวใจของแฟนนิตยสารเลยมาจนถึงวันนี้ มาดูกันว่านิตยสารแต่ละเล่มมีจุดเริ่มต้นอย่างไร ความน่าสนใจคืออะไร และลาจากแผงหนังสือไปเมื่อไหร่
🟣 พฤษภาคม 2559 - IMAGE ฉบับที่ 341 (รวม 29 ปี)
เริ่มกันที่ 'IMAGE' นิตยสารแฟชั่นรายเดือนสัญชาติไทย เน้นนำเสนอภาพถ่ายที่แตกต่างและแหวกแนวจากนิตยสารแฟชั่นสมัยนั้น ก่อตั้งโดย คำรณ ปราโมช ณ อยุธยา วางแผงฉบับที่ 1 ในเดือนมกราคม 2531 โดดเด่นด้วยการพานางแบบไปถ่ายภาพแฟชั่นที่ต่างประเทศเสมอ ๆ ทำให้ในช่วงพีค ๆ IMAGE ถือเป็นนิตยสารแฟชั่นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย
แต่ในช่วงขาลง บริษัทขาดทุนหลายล้านบาท และเริ่มมีการวางแผนยุติการพิมพ์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2559 แต่สำหรับฉบับสุดท้าย เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 หรือในอีก 2 เดือนถัดมา ในฉบับที่ 341 นางแบบบนหน้าปกคือ 'แคท-แคทรียา อิงลิช' ซึ่งแต่เดิมถูกวางไว้เป็นปกของ 'ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต'
🟣 ตุลาคม 2559 - I Like ฉบับที่ 325 (รวม 15 ปี)
ช่วงปี 2000 โทรทัศน์และหนังสือคือความบันเทิงที่ได้รับความนิยม และนิตยสาร 'I Like' ก็ถือกำเนิดได้ถูกที่ถูกเวลาเป็นอย่างมาก ในเดือนพฤษภาคม 2544 ภายใต้การดูแลของศรีสยามการพิมพ์ แต่แรกตั้งใจออกเป็นรายเดือน แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็นรายปักษ์ ความโดดเด่นคือการเป็นนิตยสารวาไรตี้ที่เอาใจเด็ก ป.ต้น ถึงมหา'ลัย ที่มีทั้งคอลัมน์ดูดวง เกมทายใจ บันไดงู เรื่องผี เรื่องน่ารัก ๆ เคล็ดลับน่าสนใจต่าง ๆ จนเด็กสาวต่างเฝ้ารอทุกครั้งเมื่อเล่มใหม่วางแผง
ก่อนที่เทคโนโลยี และสื่อออนไลน์จะกลืนกินความนิยมและเทรนด์เอาไว้อยู่หมัด I Like ฉบับสุดท้ายจึงวางแผงช่วงเดือนตุลาคม 2559 ในฉบับที่ 325 และทิ้งทวนด้วยเนื้อหาการทำนายดวงของปี 2560 เป็นอันปิดตำนานนิตยสารแห่งวัยเยาว์ของชาว Gen Y และ Gen Z ในท้ายที่สุด
🟣 ตุลาคม 2559 - C-Kids Express ฉบับที่ 1135 (รวม 22 ปี)
การ์ตูนญี่ปุ่นคือหนึ่งในสิ่งที่หล่อหลอมชีวิตเด็กไทยวันนชั้นมาสู่ผู้ใหญ่ในวันนี้ ไม่เพียงแต่รายการโทรทัศน์ตอนเช้า หรือวันหยุดเท่านั้น ยังมีนิตยสารรายสัปดาห์ที่ชื่อ 'C-Kids' หรือ 'C-Kids Express' เป็นจุดเริ่มต้นความชอบการ์ตูนญี่ปุ่นของใครหลายคนเช่นกัน นิตยสารเล่มนี้วางแผงฉบับที่ 1 เมื่อเดือนสิงหาคม 2537 โดยสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ ในเครือสยามกีฬา ด้านในมีการ์ตูนญี่ปุ่นหลาย ๆ เรื่องสอดแทรกอยู่ ซึ่งนำมาจากนิตยสารโชเน็งจัมป์รายสัปดาห์ ของสำนักพิมพ์ชูเอฉะ จากประเทศญี่ปุ่น
การ์ตูนญี่ปุ่น และการ์ตูนไทยรวมกว่า 60-70 เรื่อง ถูกตีพิมพ์อย่างต่อเนื่อง และมีแฟน ๆ ติดตามอย่างเหนียวแน่น แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับรูปแบบการนำเสนอของโซเชียลมีเดีย โลกออนไลน์ และเว็บการ์ตูนเถื่อนที่แข็งแรงกว่า (อย่างไม่น่าให้อภัย) และตีพิมพ์ฉบับที่ 1135 ในเดือนตุลาคม 2559 เป็นฉบับสุดท้าย พร้อมพาดหัวบนปกว่า "22 ปีแห่งความมันส์ เสียงหัวเราะ และคราบน้ำตา"
🟣 ตุลาคม 2559 - สกุลไทย ฉบับที่ 3237 (รวม 62 ปี)
ในหมวดหมู่นิตยสารสำหรับผู้หญิง 'สกุลไทย' คงเป็นหนึ่งในหัวหอกของวงการยุคหนึ่งเลยก็ว่าได้ นิตยสารรายสัปดาห์เล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2497 โดยมี ประยูร ส่งเสริมสวัสดิ์ เป็นเจ้าของและผู้จัดการ กับ ลมูล อติพยัคฆ์ เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา มีจุดเด่นคือการนำเสนอไลฟ์สไตล์ผู้หญิงอย่างรอบด้าน ทั้งนวนิยาย สารคดี และคอลัมน์ปกิณกะอื่น ๆ อีกทั้งบนหน้าปกจะมีนางแบบ หรือนักแสดงหญิงมาขึ้นปก ในชุดที่สง่างามอยู่เสมอจนเป็นภาพจำ
ก่อนที่ในอีก 62 ปีถัดมา นิตยสารสกุลไทยตีพิมพ์ฉบับสุดท้ายเมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม 2559 โดยแต่เดิมเป็นปกของ 'มิว-นิษฐา จิรยั่งยืน' แต่ด้วยเหตุการณ์เสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงมีการเปลี่ยนภาพปกเป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร แทน และซ้อนปกของนักแสดงสาวไว้ด้านใน รวมถึงมีเนื้อหาส่วนของการถวายความอาลัยจากศิลปินแห่งชาติ และส่วนของการรวบรวมตำนาน 62 ปีของนิตยสารเอาไว้อีกด้วย
🟣 มิถุนายน 2560 - Go Genius ฉบับที่ 146 (รวม 25 ปี)
อีกหนึ่งนิตยสารอ่านสนุก ได้ความรู้สำหรับเด็ก ๆ ที่เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยยืนอ่านในห้องสมุดโรงเรียนกันมาบ้าง อย่าง 'Go Genius' นิตยสารวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กของเครือนานมีบุ๊คส์ ตีพิมพ์ฉบับที่ 1 เมื่อเดือนธันวาคม 2535 โดยแต่เดิมมีขนาดใหญ่ ก่อนจะมีการพัฒนารูปเล่ม ปรับเนื้อหา เพิ่มความโดดเด่นของหน้าปก รวมถึงมีการซื้อลิขสิทธิ์เนื้อหาจากนิตยสารวิทยาศาสตร์ของฝรั่งเศสเพื่อเพิ่มความน่าสนใจของเนื้อหาในช่วง 10 ปีให้หลัง
ก่อนที่ช่วงเดือนมิถุนายน 2560 'สุวดี จงสถิตย์วัฒนา' ประธาน บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด เผยแพร่ประกาศชื่อ "วันหนึ่งก็ถึงวันอำลา" เพื่อบอกกับแฟน ๆ ผู้อ่านว่านิตยสาร Go Genius จะตีพิมพ์ฉบับที่ 146 ในเดือนดังกล่าวเป็นฉบับสุดท้าย พร้อมเล่าว่า ความตั้งใจในการทำนิตยสารสำหรับเด็กนั้นไม่ง่าย เพราะต้องออกทุกเดือน เนื้อหาต้องแน่น เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กับเด็กไทย และต้องราคาไม่แพง แต่ซ้ำร้ายคือไม่มีโฆษณาลงเลย ทำให้ประสบปัญหาขาดทุนมาโดยตลอด จนสุดท้ายต้องถึงวันอำลาของนิตยสารเล่มนี้ไปในเดือนนั้น
🟣 กรกฎาคม 2560 - ครัว ฉบับที่ 277 (รวม 24 ปี)
เพราะอาหารคือชีวิต นิตยสาร 'ครัว' ภายใต้สำนักพิมพ์แสงแดดจึงเกิดขึ้น โดย นิดดา หงษ์วิวัฒน์ และ ศ.ดร.ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์ สองสามีภรรยาที่ตั้งใจบันทึกวัฒนธรรมของอาหารการกินในบ้านเราด้วยสิ่งพิมพ์ ตีพิมพ์ฉบับที่ 1 ในเดือนมกราคม 2537 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตำราอาหารสมัยใหม่กำลังเริ่มต้น หลังจากก่อนหน้านั้น หนังสือตำราอาหารจะมาจากในรั้วในวังเป็นหลัก โดยนิตยสารเล่มนี้โดดเด่นด้วยข้อมูลปฐมภูมิที่ลงพื้นที่สำรวจเองจนกลายเป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลด้านอาหารที่น่าเชื่อถืออย่างยาวนาน
และแน่นอนว่าเมื่ออินเทอร์เน็ตมาถึง เรื่องเหล่านี้ไม่ได้ยากเกินไปที่จะหาในโลกข้อมูลดิจิทัล ทำให้สุดท้ายแม้จะพยายามปรับตัวก่อนปิดตัวกว่า 1 ปี แต่ก็ต้านทานกระแสสังคม และปรากฏการณ์การปิดตัวของนิตยสารไม่ไหว นิคยสารครัวฉบับสุดท้ายจึงตีพิมพ์ในเดือนกรกฎาคม 2560 ในฉบับที่ 277 และส่งต่อวิธีคิดสู่ผู้บริหารรุ่นลูก ได้แก่ น่าน หงษ์วิวัฒน์, วรรณแวว หงษ์วิวัฒน์ และ แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ เพื่อส่งต่อ 'ครัว' สู่สื่ออนไลน์ 'KRUA.CO' อย่างเต็มตัวมาจนถึงวันนี้ ส่วนรุ่นพ่อแม่ก็เปลี่่ยนตำแหน่งไปเป็น online content creator แทน
🟣 กันยายน 2560 - FHM ฉบับที่ 169 (รวม 14 ปี)
เดิม 'FHM' (ย่อมาจาก For Him Magazine) เป็นนิตยสารรายเดือนสัญชาติอังกฤษ ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2528 ก่อนที่ บริษัท อินสไพร์ เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด จะนำลิขสิทธิ์มาผลิตในประเทศไทย โดย 'FHM Thailand' ตีพิมพ์ฉบับแรกในเดือนพฤษภาคม 2546 มี 3 นางแบบจากต่างประเทศขึ้นปก โดดเด่นด้วยการนำเสนอไลฟ์สไตล์สำหรับผู้ชาย พร้อมกับการดึงดูดด้วยภาพนางแบบสุดเซ็กซี่บนหน้าปก รวมถึงครั้งหนึ่งเคยได้รับการสำรวจจาก บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าเป็นนิตยสารวาไรตี้สำหรับผู้ชายอันดับที่ 1 เมื่อปี 2547
แต่ด้วยความเป็นขาลงของโลกนิตยสาร ทำให้ FHM Thailand ตีพิมพ์ฉบับสุดท้ายเมื่อเดือนกันยายน 2560 เป็นฉบับที่ 169 และโบกมือลาจากแผงหนังสือในบ้านเราไปอย่างเงียบ ๆ โดยทางด้าน page ยังมีการเคลื่อนไหวจนถึงประมาณปลายปี 2564 และที่น่าสนใจก็คือ นิตยสาร FHM เวอร์ชันต้นฉบับในอังกฤษ ปิดตัวไปก่อนฉบับภาษาไทยด้วยซ้ำไป คือในเดือนธันวาคม 2558 หรือพูดง่าย ๆ ว่าของไทยปิดตัวหลังต้นฉบับไป 2 ปีเลยทีเดียว
🟣 ธันวาคม 2560 - ขวัญเรือน ฉบับที่ 1102 (รวม 49 ปี)
อีกหนึ่งนิตยสารแฟชั่นสำหรับผู้หญิงในตำนาน 'ขวัญเรือน' เป็นนิตยสารรายปักษ์ ในเครือศรีสยามการพิมพ์ เช่นเดียวกับ I Like ตีพิมพ์ฉบับที่ 1 ในเดือนธันวาคม 2511 เนื้อหาภายในเล่มมีทั้งสาระและบันเทิง ครอบคลุมทั้งเรื่องความสวยความงาม การท่องเที่ยว ศิลปะ อาหาร งานฝีมือ และเกม และในแต่ละฉบับก็จะมีหน้าปกที่โดดเด่น ตั้งแต่รูปของพระราชวงศ์ นักแสดง ไปจนถึงศิลปิน
ก่อนที่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2560 ทางนิตยสารขวัญเรือนจะส่งจดหมายไปยังสมาชิกนิตยสาร ใจความว่า ด้วยภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง และการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคตามยุคสมัย ทำให้ส่งผลต่อยอดจำหน่ายและการขายโฆษณาที่น้อยลง ทำให้ที่ผ่านมามีการลดจำนวนการพิมพ์มาโดยตลอด แต่ก็ไม่เป็นผล จึงขอยุติการจัดทำนิตยสาร และจัดพิมพ์ฉบับที่ 1102 หรือฉบับเดือนธันวาคม 2560 เป็นฉบับสุดท้าย พร้อมขอบคุณสมาชิกทุกคนที่ติดตามนิตยสารตลอดระยะเวลาการจัดพิมพ์
🟣 ธันวาคม 2560 - คู่สร้างคู่สม ฉบับที่ 1005 (รวม 37 ปี)
นี่น่าจะเป็นหนึ่งในนิตยสารที่ในวันเลิกรา มีผู้คนโหยหาและใจหายกับการสิ้นสุดเป็นจำนวนมาก 'คู่สร้างคู่สม' เป็นนิตยสารรายสัปดาห์ของ ดำรง พุฒตาล ต่อยอดจากรายการโทรทัศน์ในชี่อเดียวกัน ที่ออกอากาศครั้งแรกในปี 2519 ส่วนนิตยสารนั้นเริ่มวางจำหน่ายฉบับที่ 1 ในเดือนมกราคม 2523 และสร้างปรากฏการณ์ขายได้ 1 แสนเล่ม จนต้องพิมพ์ซ้ำ 3 ครั้ง แบบที่นิตยสารเล่มอื่นอาจไม่เคยทำมาก่อน เนื้อหาภาพรวมเต็มไปด้วยสาระบันเทิงที่เข้าถึงผู้อ่านทุกวัย และโดดเด่นด้วยคอลัมน์พาเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นเจ้าแรก ๆ ที่บุกตลาดเนื้อหาแนวนี้ จนครั้งหนึ่งเคยมียอดขายเกือบครึ่งล้านเล่มต่อสัปดาห์
จากนั้นในวันที่ 16 ธันวาคม 2560 ดำรงได้ออกรายการ มองรอบด้าน สุดสัปดาห์ ทางสถานีโทรทัศน์ทีเอ็นเอ็น 24 และเปิดเผยว่านิตยสาร คู่สร้างคู่สม ฉบับที่ 1005 ในเดือนดังกล่าว จะเป็นฉบับสุดท้ายที่จะจัดพิมพ์ เนื่องจากเหตุผลหลายประการ ทั้งการถูกก๊อบปี้คอลัมน์ดูดวงไปเผยแพร่ต่อบนโลกออนไลน์ คอลัมน์ตอบจดหมายมีคนส่งเข้ามาน้อยลง ยอดขายลดลง หรือผลกระทบต่อองคาพยพในการทำงาน และการที่แผงหนังสือริมทางปิดตัว ดำรงในวัย 70 ปี จึงขอวางมือในเวลานั้น ดีกว่าปล่อยให้เสียหายไปมากกว่านี้ในอนาคต แม้บริษัทจะยังไม่ได้ขาดทุนก็ตามที
🟣 ธันวาคม 2560 - ดิฉัน ฉบับที่ 950 (รวม 42 ปี)
อีกหนึ่งนิตยสารสำหรับผู้หญิงที่ได้รับความนิยมในช่วงนิตยสารรุ่งเรือง 'ดิฉัน' เป็นนิตยสารสาระบันเทิงรายปักษ์สำหรับผู้หญิง ที่ตีพิมพ์ฉบับที่ 1 ราวเดือนมิถุนายน 2518 โดยมี ณัฐินี วีรานุวัติ เป็นผู้ก่อตั้ง แต่พิมพ์ได้ไม่กี่ฉบับก็ปิดตัวลงด้วยภาวะขาดทุน ก่อนที่ บริษัท แอ้ดวานซ์ มีเดีย จำกัด ภายใต้การบริหารของ สนธิ ลิ้มทองกุล จะมาซื้อหัวนิตยสารไปทำต่อ เนื่องจากมีความคิดทำนิตยสารสำหรับผู้หญิงหัวสมัยใหม่ ทำให้นิตยสารดิฉันกลับมาวางแผงอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2520
จนกระทั่งช่วงปลายปี 2560 มีรายงานข่าวเกี่ยวกับการปิดตัวนิตยสารเกิดขึ้น โดยที่ทีมงานในกองบรรณาธิการหนังสือดังกล่าวก็เพิ่งทราบเรื่องช่วง 1-2 วันก่อนหน้าการปิดตัวเท่านั้น ซึ่งฉบับสุดท้ายของนิตยสารดิฉัน คือฉบับที่ 950 ประจำเดือนธันวาคม 2560 ที่มีหน้าปกเป็นรูปนักแสดง 'เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ' และ 'เบลล่า-ราณี แคมเปน' ถ่ายคู่กัน
🟣 มกราคม 2561 - Zenshu ฉบับที่ 122 (รวม 10 ปี)
อีกหนึ่งนิตยสารการ์ตูนญี่ปุ่นที่ชาว Gen Z คุ้นเคยกันดี อย่าง 'Zenshu' (เซ็นชู) นิตยสารเกี่ยวกับการ์ตูนอนิเมชั่นรายเดือน ที่รวบรวมความเคลื่อนไหวในแวดวงการ์ตูนทั้งในไทยและต่างประเทศ จากทุกค่ายมาไว้ในเล่มเดียว ของ บริษัท เซนชู พับลิชชิ่ง จำกัด ตีพิมพ์ฉบับที่ 1 เมื่อเดือนธันวาคม 2550 โดยในแต่ละเล่มมีความโดดเด่นบนปก จากความยุบยับของการแทรกภาพตัวการ์ตูนจากเรื่องต่าง ๆ จำนวนมากเอาไว้ที่หน้าปก รวมถึงยังมีสกู๊ปน่าสนใจจากวงการการ์ตูนภายในเล่ม และการแถมโปสเตอร์ตัวละครที่หลายคนชื่นชอบเป็นอย่างมาก
หลังจากยืนระยะมากว่า 10 ปี ท่ามกลางการล้มเลิกการตีพิมพ์ของนิตยสารร่วมวงการเล่มอื่น ๆ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน จากการมาถึงของโลกออนไลน์ ที่ทำให้รายได้หลักอย่างโฆษณาโยกย้ายงบประมาณไปลงกับสื่อออนไลน์ที่เห็นผลเร็วกว่า ทำให้ Zenshu ตัดสินใจวางแผงฉบับสุดท้ายในเดือนมกราคม 2561 ในฉบับที่ 122 พร้อมมีคอลัมน์พิเศษในชื่อ "กว่า 10 ปี บนเส้นทางการเดินทางอันแสนยาวนานของนิตยสารเซนชูแมกกาซีน" ซึ่งบันทึกเรื่องราวตั้งแต่วันแรก จนถึงวันวางแผงฉบับสุดท้ายของนิตยสารเอาไว้ และตัวสำนักพิมพ์เองก็ยังไม่ได้ปิดตัว แต่ยังคงตีพิมพ์หนังสือคอมมิค และไลท์โนเวลเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ในนามของ Zenshu Comics
🟣 มิถุนายน 2561 - Secret ฉบับที่ 234 (รวม 10 ปี)
สำหรับใครที่เติบโตมากับบ้านที่ผู้ใหญ่มักซื้อนิตยสารมาอ่านอยู่บ่อย ๆ น่าจะเคยเห็นนิตยสาร 'Secret' กันมาบ้างไม่มากก็น้อย เพราะนี่คือนิตยสารรายปักษ์แนวสุขภาพใจและธรรมะ ที่เน้นนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการให้แง่คิด การให้แนวทางปฏิบัติ เพื่อนําไปสู่การดําเนินชีวิตอย่างมีความสุข ตีพิมพ์ฉบับปฐมฤกษ์ในเดือนกรกฎาคม 2551 โดยใช้คำจำกัดความบนหน้าปกว่าเป็นหนังสือที่จะให้ "เคล็ดลับสู่ความสุขและความสำเร็จ" ในชีวิตของผู้อ่าน โดยแต่ละเล่มจะนำศิลปิน นักแสดง หรือผู้คนที่มีชื่อเสียงมามอบเคล็ดลับชีวิตเหล่านี้สู่ผู้อ่านอยู่เสมอ
ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ทางบริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ได้ส่งหนังสือแจ้งสมาชิกนิตยสารว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงการนำเสนอจากรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์สู่สื่อออนไลน์เต็มตัว เพื่อให้สอดรับการพฤติกรรมความต้องการของกลุ่มผู้รับสื่อในช่วงเวลานั้น และจะวางแผงฉบับสุดท้ายในเดือนมิถุนายน 2561 ซึ่งตรงกับฉบับที่ 234 ในท้ายที่สุด
🟣 มีนาคม 2562 - Hamburger ฉบับที่ 179 (รวม 17 ปี)
สำหรับแฟน ๆ ที่ติดตามสื่อบันเทิงสมัยใหม่รอบด้านในช่วง 10 กว่าปีก่อน น่าจะเคยเห็นนิตยสาร 'Hamburger' กันมาบ้าง เพราะนิตยสารรายปักษ์หัวนี้เน้นนำเสนอความเคลื่อนไหวในแวดวงบันเทิงไทย ทั้งภาพยนตร์ ดนตรี และโทรทัศน์ ตีพิมพ์ฉบับแรกช่วงเดือนสิงหาคม 2545 โดยมีผู้ก่อตั้งคือ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ เจ้าของบริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด ที่ครั้งหนึ่งเคยมีการมอบรางวัล Hamburger Awards เพื่อให้กำลังใจแก่ผู้สร้างสรรค์ผลงาน เป็นกระจกสะท้อนภาพรวม และยกระดับมาตรฐานของวงการบันเทิงไทยอีกด้วย
ต่อมาในปี 2558 ได้ปรับจากนิตยสารรายปักษ์ เป็นฟรีก๊อบปี้ แจกตามสถานีบีทีเอสและร้านค้าต่าง ๆ รวมถึงมีการเปิดรับสมาชิกรายปี ซึ่งในช่วงเดือนมีนาคม 2562 ได้มีการส่งอีเมลแจ้งสมาชิกรายปีว่าจะมีการจัดพิมพ์นิตยสาร Hamburger ฉบับสุดท้าย ในเดือนนั้น เป็นฉบับที่ 179 ก่อนจะหยุดการผลิตในท้ายที่สุด พร้อมคืนเงินค่าสมาชิก และเปลี่ยนแปลงเนื้อหาไปเป็นคอนเทนต์บนโลกออนไลน์แทนในเวลาต่อมา
🟣 สิงหาคม 2562 - แม่บ้าน ฉบับที่ 602 (รวม 42 ปี)
อีกหนึ่งนิตยสารด้านอาหารการกินที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมาอย่างยาวนาน 'แม่บ้าน' เป็นนิตยสารของสำนักพิมพ์แม่บ้าน ที่ตีพิมพ์ฉบับที่ 1 ในเดือนตุลาคม 2520 นำเสนอเนื้อหาที่เชื่อมโยงกับชีวิตผู้หญิงตามขนบธรรมเนียมและค่านิยมในสมัยนั้นอย่างรอบด้าน ทั้งความเป็นแม่บ้านแม่เรือน การเย็บปักถักร้อย รวมถึงเรื่องอื่น ๆ สำหรับผู้หญิงวัยที่มีครอบครัวในสังคมไทย
ช่วงเวลาต่อมา หลังการยืนระยะในสื่อสิ่งพิมพ์มากว่า 42 ปี นิตยสารแม่บ้านตีพิมพ์ฉบับสุดท้ายในเดือนสิงหาคม 2562 เป็นฉบับที่ 602 และผันตัวเองจากสื่อสิ่งพิมพ์สู่สื่อออนไลน์เต็มตัว โดยมีวัตถุดิบทางความคิดเป็นสูตรอาหาร และความเจนเวทีในสื่อสิ่งพิมพ์ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นต้นทุนในการก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์ได้อย่างแข็งแรงนับแต่นั้นเป็นต้นมา
🟣 ธันวาคม 2562 - สุดสัปดาห์ ฉบับที่ 858 (รวม 36 ปี)
'สุดสัปดาห์' หรือชื่อเดิมว่า 'แพรวสุดสัปดาห์' คือผู้เล่นคนสำคัญคนหนึ่งในสนามสื่อสิ่งพิมพ์สำหรับผู้หญิงในช่วงนิตยสารรุ่งเรือง โดยเป็นนิตยสารรายปักษ์ของ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งโดย ชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ วางตลาดเป็นฉบับปฐมฤกษ์ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2526 โดยตั้งใจเป็นนิตยสารที่จับกลุ่มผู้อ่านคนรุ่นใหม่ ผ่านการมอบสาระและบันเทิงเรื่องต่าง ๆ อย่างรอบด้าน
โดยในนิตยสารสุดสัปดาห์ที่ตีพิมพ์ในเดือนธันวาคม 2562 เป็นฉบับที่ 858 มีบทบรรณาธิการที่บอกกล่าวกับสมาชิกนิตยสารและผู้อ่านทุกคนว่า นิตยสารฉบับดังกล่าวที่ผู้อ่านถือจะเป็นฉบับสุดท้าย ซึ่งแม้จะเป็นการบอกลาแผงหนังสือไป แต่ทางสุดสัปดาห์จะยังคงทำงานต่อไปผ่านการโยกย้ายจากสื่อสิ่งพิมพ์ไปสู่สื่อออนไลน์เต็มตัว ซึ่งฉบับสุดท้ายนี้มีกลุ่มศิลปินอย่าง BNK48 ขึ้นปกเป็นฉบับอำลานั่นเอง
🟣 มกราคม 2563 - Bioscope ฉบับที่ 193 (รวม 20 ปี)
นี่คืออีกหนึ่งนิตยสารที่ในวันบอกกล่าวว่าเลิกตีพิมพ์ มีผู้คนคิดถึงเป็นอย่างมากเลยทีเดียว 'Bioscope' คือนิตยสารรายเดือนเกี่ยวกับวงการภาพยนตร์ทั้งในและนอกกระแส มีผู้ก่อตั้งคือ สุภาพ หริมเทพาธิป จากนิตยสารหนังและวิดีโอ และ Film View และ ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ จากนิตยสาร Cinemag ตีพิมพ์ครั้งแรกในรูปแบบหนังสือทำมือบ้าน ๆ ผ่านการถ่ายเอกสาร และเย็บแม็กกระดาษอย่างง่าย ๆ ในปี 2543 ก่อนจะตีพิมพ์เป็นเล่มใหญ่จริงจังครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2545
ก่อนที่ในช่วงเวลาต่อมา นิตยสาร Bioscope จะวางแผงฉบับสุดท้ายในเดือนมกราคม 2563 ในฉบับที่ 193 มีเนื้อหาหลักคือการครบรอบ 40 ปี ภาพยนตร์ Star Wars และดูเหมือนจะไม่มีการบอกกล่าวอย่างเป็นทางการในช่วงเวลานั้นว่ามีการเลิกตีพิมพ์นิตยสารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จนกระทั่งในวันที่ 18 ตุลาคม 2565 ทางเพจของนิตยสารจะประกาศแจ้งว่า "เรียนลูกค้าทุกท่าน​ ที่เคยอุดหนุนหนังสือ​ ทาง​สนพ.​ ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่าตอนนี้ทาง​ สนพ.​ ได้ปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ​ในทุกหัวหนังสือค่ะ ทาง​สนพ.​ ขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านที่เคยอุดหนุนงานจาก​สนพ.​ มา​ ณ​ โอกาสนี้ด้วยนะคะ" ซึ่งถือเป็นการประกาศปิดตัวของ Bioscope อย่างเป็นทางการ
🟣 ตุลาคม 2565 - a day ฉบับที่ 251 (รวม 23 ปี)
หากจะบอกว่าใครคือหัวหอกของนิตยสารไทยสำหรับคนรุ่นใหม่ เชื่อเลยว่า 'a day' น่าจะเป็นชื่อแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง นิตยสารรายเดือนฉบับนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในเดือนกันยายน 2543 โดย บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด มีผู้ก่อตั้งคือ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์, นิติพัฒน์ สุขสวย และ ภาสกร ประมูลวงศ์ ซึ่งมีจุดกำเนิดโดยการระดมทุนจากผู้อ่าน และนำเสนอสาระความรู้ด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์และไม่เหมือนใคร รวมถึงยังต่อยอดไปสู่อีเวนต์ กิจกรรม และโครงการน่าสนใจมากมายที่ส่งผลต่อช่วงชีวิตวัยรุ่นของผู้คนวัยทำงานในยุคนี้ ณ ช่วงเวลานั้นเป็นอย่างมาก
ก่อนที่ในช่วงปี 2560 จะมีข่าวเกี่ยวกับเรื่องหุ้นบริษัทที่ถูกครหา จนบรรดาผู้ก่อตั้ง และทีมงานรุ่นบุกเบิกจำนวนมากลาออก ทำให้ทิศทางการทำงานเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในปี 2564 ที่มีการเปลี่ยนความถี่จากนิตยสารรายเดือน เป็นราย 2 เดือน ทำให้ในปีนั้นมีการตีพิมพ์เพียง 6 ฉบับ จากเดิมที่เคยตีพิมพ์ปีละ 12 ฉบับ และวางจำหน่ายฉบับสุดท้ายเป็นฉบับที่ 251 ช่วงเดือนตุลาคม 2565 ในหัวข้อหลักเกี่ยวกับแพลตฟอร์มสตรีมมิง Netflix และลุยทำสื่อออนไลน์อย่างเต็มตัวนับแต่นั้นมา
🟣 เมษายน 2566 - ทีวีพูล ฉบับที่ 1488 (รวม 32 ปี)
ใครที่เคยเข้าร้านเสริมสวยบ่อย ๆ น่าจะห้ามตัวเองไม่ให้หยิบนิตยสารปกสีสันสดใสของ 'ทีวีพูล' ได้แน่ ๆ เพราะนี่คือนิตยสารรายสัปดาห์ที่นำเสนอข่าวสารของผู้คนในวงการบันเทิงในโทรทัศน์ไทยอย่างรอบด้าน ตีพิมพ์ฉบับแรกในวันที่ 4 มิถุนายน 2533 โดยบริษัท ทีวีพูล พับลิชชิ่ง จำกัด ที่มีเจ้าของอย่าง พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย หรือ ติ๋ม ทีวีพูล
ในช่วงขาขึ้นถือเป็นนิตยสารบันเทิงที่มียอดขายและผู้อ่านสูงที่สุดฉบับหนึ่งของบ้านเรา โดยถ้ารวมนิตยสารในเครืออย่าง สไปซี และสตาร์นิวส์ มีข้อมูลระบุว่ายอดขายรายสัปดาห์ของทั้ง 3 หัว รวมกันกว่า 2.5 แสนฉบับเลยทีเดียว อีกทั้งยังมีการต่อยอดสู่รายการโทรทัศน์อีกด้วย
จนกระทั่งช่วงปี 2566 ภายหลังจากการวางแผงนิตยสารทีวีพูล ฉบับที่ 1488 ในเดือนเมษายนของปีนั้น ก็ไม่ปรากฏข้อมูลว่ามีการตีพิมพ์นิตยสารดังกล่าวเป็นฉบับต่อมา โดยสำหรับหน้าปกฉบับสุดท้าย มี 'เฌอปราง อารีย์กุล' ไอดอลสาวจาก BNK48 เป็นนางแบบบนปกดังกล่าว
🟣 กันยายน 2567 - ต่วย'ตูน ฉบับที่ 637 (รวม 54 ปี)
อีกหนึ่งนิตยสารที่ประกาศปิดตัวไปแล้วก็มีคนพูดถึงเป็นอย่างมาก สำหรับ 'ต่วย'ตูน' นิตยสารขนาดกะทัดรัดรายเดือน ที่มีนิยามว่าเป็น "หรรษา สารคดี" หรือสารคดีที่เน้นเรื่องสนุก อ่านแล้วเหมือนเพื่อนกำลังเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง เหมือนกำลังคุยกับเพื่อนในวงเหล้า มีแต่เรื่องฮา เรื่องสนุกสนาน แล้วก็มีภาพประกอบเป็นการ์ตูน วางแผงครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน 2514 โดยมีหัวหอกคือ วาทิน ปิ่นเฉลียว ต่อมามีการออกนิตยสารเกี่ยวกับเกร็ดประวัติศาสตร์ เรื่องน่ารู้ เรื่องลึกลับ เรื่องแปลกและเรื่องผี ในชื่อ 'ต่วย'ตูน พิเศษ' โดยตีพิมพ์เล่มแรกในเดือนมีนาคม 2517
สำหรับฉบับสุดท้ายที่ ต่วย'ตูน ตีพิมพ์ คือฉบับประจำเดือนกันยายน 2567 ตรงกับฉบับที่ 1 ปีที่ 54 หรือฉบับที่ 637 นั่นเอง ซึ่ง ต่วย'ตูน พิเศษ ก็ตีพิมพ์ฉบับสุดท้ายในเดือนดังกล่าวเช่นกันเดียวกัน โดยได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการใน page ต่วย'ตูน พิเศษ ว่าการเลิกราครั้งนี้ มาจากภาวะทางเศรษฐกิจ และปัจจัยหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อสำนักพิมพ์เรื่อยมา และช่วงเวลาดังกล่าวก็น่าจะเหมาะสมแก่การหยุดพักและอำลานิยสารขนาดกะทัดรัดทั้งสองฉบับในเวลาเดียวกันนั่นเอง
🟣 เมษายน 2569 - หมอชาวบ้าน ฉบับที่ 564 (รวม 47 ปี)
สำหรับนิตยสารในตำนานอีกเล่มที่เราสืบค้นข้อมูลพบว่ามีการเลิกผลิตอย่างเป็นทางการ คือ 'หมอชาวบ้าน' นิตยสารเกี่ยวกับสุขภาพ ที่ตั้งใจทำขึ้นเพื่อให้ทุกคนดูแลสุขภาพของตัวเอง ตีพิมพ์ฉบับแรกในเดือนพฤษภาคม 2522 โดยคณะผู้ก่อตั้ง อย่าง ศ.นพ.ประเวศ วะสี, ศ.นพ.สันต์ หัตถีรัตน์, ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว และอีกหลายๆ ท่าน โดยมุ่งเน้นนำเสนอความรู้และทักษะในการดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากอาการเจ็บป่วย และส่งเสริมสุขภาวะทางร่างกายและจิตใจในทุกระดับ ผ่านมุมมองของหมอ เภสัชกร นักโภชนาการ และนักวิชาการที่มีองค์ความรู้โดยตรงเท่านั้น
โดยนิตยสารหมอชาวบ้านฉบับสุดท้ายที่มีการตีพิมพ์ คือฉบับที่ 564 ประจำเดือนเมษายน 2569 และมีการพาดหัวข้อความบนหน้าปกว่า "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป" โดยเป็นฉบับที่มีการเล่าเรื่องราวความรัก ความหวัง ความหลัง ความทรงจำ ของนิตยสารจากวันที่เริ่มตีพิมพ์ฉบับแรก จนถึงฉบับสุดท้ายเอาไว้ ซึ่งในปัจจุบัน page หมอชาวบ้านยังคงมีการเคลื่อนไหวอยู่ในฐานะสื่อออนไลน์ที่เผยแพร่เนื้อหาสาระความรู้ที่เป็นประโยชน์ด้านสุขภาพมาจนถึงวันนี้
อย่างไรก็ตาม การสิ้นสุดของนิตยสารบางฉบับก็เป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งบางอย่าง เป็นจุดเริ่มต้นการพักเพื่อการทำอะไรสืบเนื่องกันมา หรือเป็นเพียงการปิดประตูบานหนึ่ง ซึ่งยังคงมีประตูบานอื่น ๆ ในช่องทางการสื่อสารอื่น ๆ ทำงานต่อไป เพื่อให้สอดรับกับผู้ชม สังคม ยุคสมัย และวัฒนธรรมในแบบที่คนยุคนี้ให้คุณค่า
แล้วคุณล่ะ คิดถึงนิตยสารเล่มไหนกันบ้าง
เรื่อง : ศุภณัฐ เลิศรักษ์กุล
กราฟิก : มณฑล ชลสุข

----------
อย่าลืมกด 'FOLLOW' 👆 เพื่อติดตาม SUM UP
จะได้ไม่พลาด 'ความรู้' และ 'ข่าวสาร' ที่สนุกและเป็นประโยชน์
อ่านทุกเรื่องบนเว็บไซต์ https://www.sumupth.com/
----
#นิตยสารเก่า
#นิตยสาร


ที่อยู่

คลินิกบ้านรักษาสัตว์ ถ. ท่าคราวน้อย ต. สบตุ๋ย อ. เมือง
Lampang
52100

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Little lovely bookshop #ร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่รักผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Little lovely bookshop #ร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่รัก:

ทางลัด

แชร์