i21 Empowering the future

18/08/2026

ในปี 2004 เจ้าหน้าที่ศุลกากรสนามบินในไมอามีสกัดกั้นกระเป๋าเดินทางระหว่างประเทศที่น่าสงสัยซึ่งระบุว่าเป็น "วัตถุโบราณเพื่อการศึกษา" เมื่อพวกเขาเปิดกระเป๋าผ้าใบหนักๆ อย่างระมัดระวัง พวกเขาไม่ได้พบหนังสือเก่าหรือเครื่องปั้นดินเผา แต่พวกเขาพบชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์แท้ๆ ที่มีอายุหลายศตวรรษซึ่งเก็บเกี่ยวมาจากหลุมฝังศพโบราณ

เจ้าหน้าที่ได้รับการฝึกฝนให้ตรวจจับสิ่งของต้องห้ามที่ลักลอบนำเข้า เช่น ยาเสพติด อาวุธ หรือสัตว์ป่าผิดกฎหมาย แต่ไม่มีอะไรที่จะเตรียมเจ้าหน้าที่ที่สนามบินนานาชาติไมอามีให้พร้อมสำหรับสินค้าที่น่าสยดสยองที่พวกเขาค้นพบในบ่ายวันหนึ่งในปี 2004 ตู้คอนเทนเนอร์ที่เดินทางมาจากละตินอเมริกาได้ดึงดูดความสนใจของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชายแดนเนื่องจากฉลากสำแดงศุลกากรที่แปลกประหลาด ซึ่งระบุเนื้อหาอย่างคลุมเครือว่า

"เฟอร์นิเจอร์ไม้โบราณและเครื่องมือการศึกษาโบราณ" ด้วยความสงสัยในน้ำหนักที่มากและรูปร่างที่ผิดปกติของพัสดุ เจ้าหน้าที่จึงลากลังเข้าไปในห้องตรวจสอบขั้นที่สอง สวมถุงมือป้องกันหนา และค่อยๆ กรีดเทปกาวบรรจุภัณฑ์ออกอย่างระมัดระวัง

เมื่อกล่องกระดาษแข็งชั้นนอกถูกเปิดออก เจ้าหน้าที่ก็ถูกกลิ่นฉุนรุนแรงของฟอร์มาลดีไฮด์เก่าและสารเคมีที่ใช้ถนอมอาหารพุ่งเข้าใส่ ภายในลังมีขวดแก้วทางการแพทย์ขนาดใหญ่หลายขวดและกล่องไม้ที่ปิดสนิทซึ่งบรรจุด้วยฟาง ขณะที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งค่อยๆ แงะฝาขวดแรกออก เขาก็ตกใจสุดขีด

ภายในกล่องบรรจุมีกะโหลกศีรษะมนุษย์แท้ๆ อายุนับร้อยปีลอยอยู่ โดยกระดูกมีสีเหลืองอำพันเข้ม แต่ฝันร้ายยังไม่จบแค่นั้น เมื่อพวกเขาค้นลึกลงไปในกล่อง พวกเขาก็พบหัวมนุษย์ที่ถูกย่อส่วน (tsantsas) โครงกระดูกทารกในครรภ์หลายชิ้น ตัวอย่างทางการแพทย์ที่ถูกผ่าแยกชิ้นส่วนจนเห็นเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ และแม้แต่เครื่องมือผ่าตัดโบราณที่ห่อด้วยผ้าใบเปื้อนเลือด

การสืบสวนของตำรวจได้นำไปสู่การตามล่าตัวผู้กระทำผิดในระดับนานาชาติอย่างกว้างขวาง โดยติดตามการขนส่งที่ผิดกฎหมายกลับไปยังเครือข่ายตลาดมืดใต้ดินที่เชี่ยวชาญด้านการค้าวัตถุโบราณลึกลับและสิ่งแปลกประหลาดทางการแพทย์อย่างผิดกฎหมาย นักสืบได้ค้นพบอย่างรวดเร็วถึงกลุ่มนักสะสมส่วนตัวผู้ร่ำรวยที่จ่ายเงินหลายแสนดอลลาร์เพื่อเก็บซากศพมนุษย์แท้ๆ ไว้ในบ้านส่วนตัวของพวกเขา ตลาดมืดสำหรับ "สิ่งแปลกประหลาด" มักจัดหาวัตถุจากสุสานที่ถูกปล้นอย่างผิดกฎหมาย โรงเรียนแพทย์ร้างในศตวรรษที่ 19 และสุสานใต้ดินที่ถูกบุกรุกทั่วโลก โดยขนส่งกระดูกมนุษย์ผ่านบริการไปรษณีย์ธรรมดา ราวกับเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป

แม้ว่าในที่สุดวัตถุโบราณที่ถูกยึดจะถูกริบและส่งมอบให้กับพิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อการจัดเก็บอย่างปลอดภัยและมีจริยธรรม แต่การค้นพบที่น่าตกใจนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรไม่สบายใจอย่างยิ่ง มันเปิดเผยความจริงที่มืดมนและน่าสะพรึงกลัวเกี่ยวกับว่าบุคคลบางกลุ่มเต็มใจที่จะทำอะไรบ้างเพื่อครอบครองชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์อันน่าสยดสยอง โดยปฏิบัติต่อชีวิตมนุษย์และซากศพราวกับเป็นเพียงสินค้า ในปัจจุบัน โถที่ลักลอบนำเข้าเหล่านั้นทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจที่น่าขนลุกว่าการค้าที่มืดมนที่สุดในโลกไม่ใช่ยาเสพติดหรืออาวุธ บางครั้งมันคือคนตาย
--------------------------------------------------------
⚠️ คำเตือน : ห้ามคัดลอก,ทำซ้ำ,แก้ไข,ดัดแปลง ข้อมูล,ข้อความ หรือบทความที่แปลและเรียบเรียงโดยเพจ The Secret Chamber ทำได้เพียงการแชร์ตามปกติเท่านั้น
--------------------------------------------------------
The Secret Chamber

16/08/2026

ย้อนรอย 'ห้างญี่ปุ่น' ในไทย จากยุคฟีเวอร์สู่การถอนทัพทีละราย พร้อมถอดบทเรียนทำไมถึงไปต่อไม่ไหว
หากย้อนกลับไปในยุค 80s–90s ความคลั่งไคล้ในป็อปคัลเจอร์และมาตรฐานสินค้าแบบ Made in Japan ของคนไทยเคยดึงดูดให้กลุ่มทุนค้าปลีกระดับตำนานจากดินแดนอาทิตย์อุทัยตบเท้าเข้ามาเปิดห้างสรรพสินค้าในบ้านเรากันอย่างคึกคัก
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ด้วยสภาพการแข่งขันที่รุนแรง บวกกับบริบทสังคมและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้ห้างยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นกลับค่อยๆ ทยอยอำลาตลาดไทยทีละราย...
บทความนี้ จึงอยากพาย้อนตำนานว่า มีห้างญี่ปุ่นถอนตัวออกจากบ้านเรามีใครบ้าง? พร้อมถอดบทเรียนการถอนทัพของห้างญี่ปุ่นในไทยว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร?
🔴ไทยไดมารู – ผู้บุกเบิกนวัตกรรม
‘ไทยไดมารู’ เป็นห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นแห่งแรกในไทย เปิดให้บริการครั้งแรกวันที่ 10 ธ.ค. 2507 ณ ย่านราชประสงค์ (ปัจจุบันคือพื้นที่ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์)โดยสร้างประวัติศาสตร์เป็นห้างแรกที่มีการติดบันไดเลื่อน และเครื่องปรับอากาศ ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่ ‘ราชดำริอาเขต’ หรือปัจจุบันคือที่ตั้งของบิ๊กซี ราชดำริ
แม้จะยืนหยัดสร้างความทรงจำมาอย่างยาวนาน แต่สุดท้ายไทยไดมารูก็ไม่อาจต้านทานพิษเศรษฐกิจจาก ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ ได้ จึงต้องปิดฉากลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ต.ค.2543 รวมอายุการให้บริการในไทยทั้งสิ้น 36 ปี
🔴โซโก้ –ห้างหรูหรากลางใจเมือง
‘โซโก้’ เปิดให้บริการเมื่อปี 2528 เป็นห้างสรรพสินค้าเน้นความหรูหราและสินค้าเกรดพรีเมียม ตั้งอยู่ ณ ศูนย์การค้าอัมรินทร์พลาซ่า ย่านราชประสงค์ โดยเป็นห้างสาขาแรกในต่างประเทศของเครือโซโก้จากญี่ปุ่น
รวมถึง เป็นสถานที่ตั้งของร้าน McDonald's สาขาแรกในประเทศไทย ที่เปิดให้บริการพร้อมกับห้างโซโก้ในปีเดียวกัน
โซโก้ ถือเป็นห้างระดับตำนานที่เคยดึงดูดผู้คนให้เข้ามาใช้บริการในย่านราชประสงค์อย่างล้น แต่สุดท้ายในปี 2546 ต้องล้มม้วนเสื่อจากผลกระทบต่อเนื่องของวิกฤตเศรษฐกิจ ควบคู่กับปัญหาทางการเงินภายในของบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่น รวมเวลาเปิดให้บริการในไทย 19 ปี
🔴อิเซตัน-ห้างที่เผชิญมาทุกวิกฤต
นับตั้งแต่เข้ามาปักธงในไทยเมื่อปี 2535 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ (เดิมคือเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์) ‘อิเซตัน’ ขึ้นชื่อเรื่องความอึด ถึก ทน เพราะผ่านมรสุมใหญ่มาแล้วนับไม่ถ้วน โดยปี 2540 ต้องเผชิญวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่อิเซตันยังประคองธุรกิจรอดมาได้
นอกจากนี้ ยังต้องเจอกับวิกฤตการเมืองและความผันผวนทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะผ่านการชุมนุมหรือเหตุการณ์จลาจลใจกลางเมืองหลายต่อหลายครั้ง ไปจนถึงมรสุมใหญ่ที่กระทบธุรกิจค้าปลีกทั่วโลกอย่างหนักในปี 2563 กับวิกฤตโควิด-19
สำหรับเหตุผลที่อิเซตัน ต้องถอนตัวจากเมืองไทยไป เพราะนอกจากผลกระทบจากโควิด-19 แล้ว ยังมาจากการหมดสัญญาเช่าระยะยาวกับทางเจ้าของพื้นที่อย่าง ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ ในเดือนธ.ค. 2563 และอิเซตันตัดสินใจ "ไม่ต่อสัญญา"
ทำให้ตำนานห้างญี่ปุ่นแห่งนี้ ต้องโบกมือลาแฟนๆ ชาวไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 21.30 น.
🔴โตคิว-ห้างขวัญใจวัยรุ่น
‘โตคิว’ เป็นห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นที่ปักหลักให้บริการคนไทยและนักท่องเที่ยวมายาวนานถึง 35 ปีนับตั้งแต่ปี 2528 มีด้วยกัน 2 สาขา ได้แก่ สาขา MBK Center และสาขาพาราไดซ์ พาร์ค โดยสาเหตุมาจากการตัดสินใจถอนทัพของบริษัทแม่ Tokyu Group จากประเทศญี่ปุ่น
เนื่องจากการแข่งขันที่ดุเดือดของค้าปลีกไทย ทำให้ห้างโตคิวต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนสะสมอย่างต่อเนื่อง และการปรับตัวของห้างคู่แข่งรอบข้างที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ได้ไวกว่า จนแบกรับภาระขาดทุนต่อไปไม่ไหว ต้องตัดสินใจโบกมือลาตลาดไทย
เริ่มจากปี 2562 ปิดสาขาพาราไดซ์ พาร์ค และ 31 ม.ค. 2564 ได้ปิดสาขา MBK Center เป็นอันปิดฉากตำนาน 35 ปีในประเทศไทยอย่างสมบูรณ์
🔴จาก ‘จัสโก้’ สู่ MaxValu
‘จัสโก้’ เป็นห้างของกลุ่มอิออนจากประเทศญี่ปุ่นที่เข้ามาปักธงธุรกิจในไทยเมื่อปี 2527 ในลักษณะร่วมทุนก่อตั้งบริษัทในชื่อ ‘สยามจัสโก้’ เน้นห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์สโตร์ขนาดใหญ่ที่รวมทั้งของกิน ของใช้ เสื้อผ้า และแผนกต่างๆ โดยเปิดสาขาแรกย่านรัชดาภิเษก ก่อนจะขยายสาขาเพิ่มเติม
ต่อมาในปี 2550 เพื่อเป็นการปรับโครงสร้างองค์กรเตรียมรองรับยุทธศาสตร์การเติบโตระลอกใหม่ สยามจัสโก้ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘อิออน (ไทยแลนด์)’ และได้เปิดตัว MaxValu สาขาแรกที่นวมินทร์ ชูจุดเด่นซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีสินค้าคุณภาพสไตล์ญี่ปุ่น มีความสะดวกสบาย และเปิดให้บริการตลอด 24 ชม.
จากนั้นในปี 2551 เกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ทางอิออนได้ทยอยปรับเปลี่ยนจัสโก้เดิมทุกสาขาในไทยให้กลายเป็น MaxValu อย่างเต็มรูปแบบ
กระทั่งล่าสุดเมื่อ ส.ค.2569 ทาง ‘บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)’ หรือ CRC ได้เข้าซื้อกิจการอิออน (ไทยแลนด์) แบบ 100% และเตรียมเปลี่ยน MaxValu ทั้งหมด 30 สาขาให้กลายเป็นแบรนด์ Tops ถือเป็นการปิดตำนานกลุ่มค้าปลีกจากญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจในไทยมายาวนาน 42 ปีไปอีกราย
📌ทำไมห้างญี่ปุ่นถึง ‘พ่ายแพ้’ ในตลาดไทย?
เมื่อลองวิเคราะห์จะเห็นได้ว่า การถอนทัพของห้างญี่ปุ่นหลัก ๆ มาจากโครงสร้างของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
‘ทุนค้าปลีกไทยที่แข็งแกร่งมากขึ้น’ : ต้องยอมรับยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของไทยทั้งกลุ่มเซ็นทรัล, เดอะมอลล์, และกลุ่มซีพี มีความเข้าใจเชิงลึกในพฤติกรรมคนไทยมากกว่า และสามารถกว้านซื้อ Prime Location รวมถึงสามารถพัฒนารูปแบบห้างให้เป็นแบบ Mixed-use ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบครบวงจร ทำให้ห้างญี่ปุ่นที่เน้นการเช่าพื้นที่หรือทำรูปแบบเดิมๆ สู้ได้ยาก
‘พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม’ : ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้เข้าห้างเพื่อซื้อของอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องการประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น ความบันเทิง ร้านอาหารที่หลากหลาย และบรรยากาศภายในห้างที่ต้องถ่ายภาพโชว์ในโซเชียลได้ เป็นต้น
นอกจากนี้ การเติบโตของ Specialty Store และ E-Commerce ทำให้คนหันไปซื้อสินค้าเฉพาะทางหรือสั่งออนไลน์มากขึ้น ความเป็น ‘ห้างสรรพสินค้าที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว’ แบบญี่ปุ่นจึงลดความน่าสนใจลง
‘แบกรับภาระขาดทุนและปรับตัวช้า’ : ห้างญี่ปุ่นหลายแห่งมีวัฒนธรรมการบริหารแบบดั้งเดิมจากบริษัทแม่ ที่เน้นความละเมียดละไมและขั้นตอนที่รัดกุม แต่อาจขาดความยืดหยุ่นและความเร็วในการปรับตัวให้ทันกับตลาดไทยที่เปลี่ยนแปลงไวมาก ส่งผลให้เกิดภาวะขาดทุนสะสมต่อเนื่องจนไม่คุ้มที่จะลงทุนต่อ จนต้องถอนตัวออกจากตลาดไป
การถอนตัวของห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นในไทย จึงถือเป็นบทเรียนที่น่าสนใจในโลกธุรกิจในหลายประเด็น โดยเฉพาะความสามารถในการปรับตัวให้ทันความต้องการตลาดและผู้บริโภคที่เข้าไปลงทุนในประเทศนั้นๆ
#ห้างญี่ปุ่น #แบรนด์ญี่ปุ่น #ค้าปลีก

14/08/2026

เมื่อเช้า หลายคนน่าจะเห็นข่าวแสนสิริเปิด Community ใหม่ที่ถนนราชพฤกษ์ ขนาด 1,000 ไร่ มูลค่า 10,000 ล้านไปแล้ว เลยลองไปส่องตัวพื้นที่คอมมูมาครับ

จริงๆ เดิมตรงนี้แสนสิริมีอยู่ 2 คอมมูนิตี้อยู่แล้ว

ทั้งฝั่งที่ติดถนนราชพฤกษ์ช่วงตัดใหม่อย่าง "แสนสิริราชพฤกษ์ 346" และฝั่งแยกบางคูวัดที่เป็น "แสนสิริกรุงเทพ-ปทุมฯ" ติดสนามกอล์ฟฟลอร่าวิลล์

แต่รอบนี้แสนสิริซื้อพื้นที่เพิ่มอีกครับ ทำให้ทั้ง 2 คอมมูนิตี้ตรงนี้ เชื่อมยาวเข้าหากัน รวมกันเป็นคอมมูนิตี้ใหม่

"Sansiri New Ratchapruek Community"

รวม 8 โครงการเดิม
📍 เศรษฐสิริ กรุงเทพ - ปทุมฯ (Sold out)
📍 เศรษฐสิริ กรุงเทพ - ปทุมฯ 2
📍 อณาสิริ กรุงเทพ - ปทุมฯ (Sold out)
📍 อณาสิริ กรุงเทพ - ปทุมฯ 2
📍 สราญสิริ ราชพฤกษ์ 346
📍 คณาสิริ ราชพฤกษ์ 346 (Sold out)
📍 อณาสิริ ราชพฤกษ์ 346 (Sold out)
📍 สิริ เพลส ราชพฤกษ์ 346 (Sold out)

และเตรียมเปิด 3 โครงการใหม่

🏡 เมเบิล ราชพฤกษ์ตัดใหม่ - บ้านเดี่ยวสไตล์ Minimal แนว Japandi Design เน้นเอาใจคนรุ่นใหม่หน่อยครับ ราคาจับต้องได้ เริ่ม 4.89 - 8 ลบ.

🏡 อณาสิริ ราชพฤกษ์ตัดใหม่ - ตัวนี้เป็นบ้านแฝดและบ้านเดี่ยว สไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ส่วนกลางใหญ่ คลับเฮาส์พร้อมทะเลสาบ เริ่ม 4.39 - 7 ลบ.

🏡 สิริ เพลส ราชพฤกษ์ตัดใหม่ - น่าจะเป็นการกลับมาของแบรนด์สิริเพลสในรอบหลายปีเลย โครงการนี้จะเป็นทาวน์โฮมล้วนครับ สไตล์ Modern Loft ราคาเริ่มน่ารักขึ้นมา เริ่มที่ 1.79-3 ลบ.

รวมทั้งหมดก็จะเป็น 11 โครงการ มูลค่ารวมตั้งแต่เปิดมาก็จะเป็น 11,000 ล้านบาทแล้วครับ และในอนาคตที่ดินที่เหลือจะถูกพัฒนาเพิ่มอีกประมาณ 8 โครงการ

เท่ากับว่าใน Community ตรงราชพฤกษ์ตัดใหม่ตรงนี้ของแสนสิริ ถ้าทำเสร็จจะมีรวมเกือบ 20 โครงการเลยครับ!!

13/08/2026

Zhu Rongji, Chinese premier who cajoled economy into modern era, dies at 97

Click the link in the comments below.

28/07/2026

2021 Ford Vietnam ได้เปลี่ยนจากการนำเข้ารถกระบะ Ford Ranger สำเร็จรูป (CBU) จากประเทศไทย มาเป็นการประกอบในประเทศเวียดนาม (CKD) ที่โรงงานไฮดวง เป็นการปรับกลยุทธ์เฉพาะเพื่อจำหน่ายภายในประเทศเวียดนามเท่านั้น

2025 Toyota Vietnam ได้ประกาศแผนการลงทุนราว 360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท เพื่อติดตั้งสายการผลิตและประกอบรถยนต์ไฮบริด (HEV) ในประเทศเวียดนามเป็นครั้งแรก ทำให้เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฮบริดแห่งที่ 4 ของโตโยต้าในภูมิภาคเอเชียนอกเหนือจากประเทศญี่ปุ่น เริ่มเดินสายการผลิตภายในปี 2027

2026 Honda Vietnam จะเริ่มสายการประกอบรถยนต์ไฮบริดรุ่นยอดนิยมอย่าง CR-V e:HEV ในประเทศเวียดนามในปี 2026 เพื่อตอบรับมาตรการคุมมลพิษในเมืองใหญ่จากเดิมที่เป็นการนำเข้าสำเร็จรูปจากประเทศไทย

2026 SAIC Motor เจ้าของแบรนด์ MG ได้เข้าสู่เฟสการจัดตั้งทีมวิจัยและเจรจากับพันธมิตรท้องถิ่น เพื่อพัฒนาโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตและประกอบรถยนต์ (CKD) ในประเทศเวียดนามอย่างเป็นรูปธรรม คาคเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในปี 2027 โดยมีเป้าหมายผลักดันยอดขายรถยนต์ MG ในเวียดนามให้แตะระดับ 100,000 คันต่อปี ภายใน 5 ปี และขึ้นเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดท็อป 3 ของเวียดนาม

ปัจจุบันรถยนต์ MG ที่จำหน่ายในเวียดนามบางส่วนเป็นการนำเข้าสำเร็จรูป (CBU) จากโรงงาน SAIC Motor-CP ในจังหวัดชลบุรี หากเวียดนามสามารถขึ้นสายการประกอบเองได้ โรงงานในไทยจะปรับบทบาทเน้นไปที่การผลิตชิ้นส่วนส่งออก และโฟกัสตลาดพวงมาลัยขวา (RHD) รวมถึงการผลิตแบตเตอรี่รถไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงแทน

ตลาดรถยนต์รวมในเวียดนามตลอดปี 2025 มียอดขายรวมอยู่ที่ประมาณ 604,134 คัน ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 22% จากปีก่อนหน้า นับเป็นสถิติสูงสุดครั้งใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์เวียดนาม

ส่วนยอดขายรถยนต์รวมภายในประเทศไทยตลอดปี 2025 จากข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่ายอดขายรถยนต์รวมภายในประเทศของไทยตลอดปี 2025 อยู่ที่ 621,166 คัน

เวียดนามมีประชากรมากกว่า 100 ล้านคน ในขณะที่ไทยมีประมาณ 65 ล้านคน รายได้เฉลี่ยที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามในปี 2026 ขยายตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยในครึ่งปีแรก (มกราคม - มิถุนายน) มีอัตราการเติบโตของ GDP สูงถึง 8.18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้เวียดนามยังคงรักษาตำแหน่งประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม คาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์เวียดนามในปี 2026 จะมียอดขายประมาณ 700,000 คัน โดยประมาณ 550,000 คันจะเป็นรถยนต์ที่ผลิตและประกอบในประเทศ และคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ยอดขายอาจเพิ่มขึ้นเป็น 1-1.1 ล้านคันต่อปี

Motor Thailand @แฟนตัวยง

28/07/2026
27/07/2026
27/07/2026

'กฎของซุส' หรือ 'Xenia'
กุญแจสำคัญที่ช่วยเข้าใจ 'The Odyssey' ได้อย่างกระจ่างแจ้ง
กำแพงเมืองทรอยไม่ได้พังทลายลงเพราะกำลังทหาร แต่พังทลายเพราะ "ความเชื่อใจ"
ภาพของเหล่าทหารกรีกที่พังทะลักออกมาจากม้าไม้ในยามวิกาล เพื่อสังหารหมู่ชาวเมืองที่กำลังหลับใหล ไม่ใช่แค่ฉากจบของสงครามเกือบ 10 ปี แต่มันคือจุดเริ่มต้นของคำถามที่ยังคงสั่นสะเทือนวงการวรรณกรรมมาจนถึงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ในปี 2026 ว่าแท้จริงแล้ว วีรกรรมของ 'โอดีสซีอุส' (Odysseus) คือสุดยอดกลยุทธ์ หรือเป็นจุดตกต่ำที่สุดของความเป็นมนุษย์?
เพื่อจะตอบคำถามนี้ เราไม่สามารถมอง 'มหากาพย์โอดิสซี' (The Odyssey) เป็นเพียงเรื่องราวการผจญภัยได้ตามต้นฉบับของ 'โฮเมอร์' (Homer) หรือการตีความใหม่ผ่านภาพยนตร์ของ 'คริสโตเฟอร์ โนแลน' (Christopher Nolan) แต่เราต้องทำความเข้าใจกลไกที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังแก่นแท้ของเรื่อง นั่นคือธรรมเนียมศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า 'ซีเนีย' (Xenia) หรือ 'กฎของซุส' (Law of Zeus)
ในโลกกรีกโบราณที่เต็มไปด้วยอันตราย กฎของซุส คือ กฎหมายสากลเพียงข้อเดียวที่ยึดเหนี่ยวสังคมไว้ มันคือกฎแห่งการ "รับแขก" ที่ระบุว่า "เจ้าบ้าน" ต้องต้อนรับ "คนแปลกหน้า" อย่างไร้ข้อกังขา ให้ที่พัก อาหาร และของขวัญ โดยมี 'มหาเทพซุส' (Zeus Xenios) เป็นผู้คุมกฎ การละเมิดธรรมเนียมนี้คือการประกาศสงครามกับสรวงสวรรค์
ซึ่งสงครามทรอยเองก็มีจุดกำเนิดมาจากรอยด่างพร้อยนี้ในมหากาพย์ เมื่อ 'ปารีส' (Paris) เจ้าชายแห่งทรอย ไปเยือนสปาร์ตาในฐานะ "แขก" แต่กลับลักพาตัว 'เฮเลน' (Helen) ภรรยาของเจ้าบ้านหนีกลับเมือง การกระทำของ "แขกผู้เนรคุณ" จึงมอบความชอบธรรมให้กองทัพกรีกต้องมาก่อสงครามเพื่อบดขยี้กรุงทรอย
แต่ความย้อนแย้งที่ตลกร้ายที่สุดคือ สงครามที่เริ่มต้นจากการ "ละเมิดกฎการรับแขก" กลับจบลงด้วยการที่ฝ่ายกรีกใช้กลอุบาย "ของขวัญ" อย่าง 'ม้าโทรจัน' (Trojan Horse) หรือที่ถูกขนานนามว่า "ม้าไม้เมืองทรอย" มาหลอกให้เจ้าบ้านเปิดประตูต้อนรับเสียเอง
หากเราหยุดเวลาไว้ที่วินาทีที่ม้าไม้ถูกลากเข้าเมือง การกระทำของโอดีสซีอุสสามารถตีความแยกออกเป็นเส้นขนานสองเส้นได้อย่างชัดเจน
ในสายตายุคเก่า (โฮเมอร์) : นี่คือชัยชนะสูงสุดแห่ง 'สติปัญญา' (Metis) กฎของซุสจะไม่มีผลในยามสงครามที่หลั่งเลือด การหลอกลวงศัตรูไม่ใช่ความบาป แต่คือกลยุทธ์อันชอบธรรมที่น่ายกย่องเพื่อล้างแค้นให้กับการหยามเกียรติ
ในสายตายุคใหม่ (โนแลน) : นี่คืออาชญากรรมทางศีลธรรมที่ซ่อนอยู่ภายใต้ 'เกมการเมืองที่เลือดเย็น' (Realpolitik) การละเมิดกฎของปารีสเป็นเพียง "ข้ออ้าง" (Casus Belli) บังหน้า เป้าหมายที่แท้จริงของกองทัพกรีกคือการยึดครองกรุงทรอย ในฐานะ "จุดคอขวดทางการค้า" (Choke Point) ที่ควบคุมเส้นทางเศรษฐกิจมหาศาล การแสร้งทำเป็นเครื่องบวงสรวงเพื่อฉวยโอกาสจากความเชื่อใจ จึงไม่ใช่แค่วิธีเอาชนะทางทหาร แต่คือการนำ "กฎศักดิ์สิทธิ์" มาใช้เป็นอาวุธทำลายศูนย์กลางอำนาจคู่แข่ง ม้าไม้จึงกลายเป็นตราบาปที่ทำลายจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์
ผลกรรมจากการฉีกกฎของเทพสูงสุด เพื่อผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทรอย กลายเป็นเงามืดที่ทอดทับตลอดเส้นทาง 10 ปีในการเดินทางกลับบ้านของโอดีสซีอุส เพราะแท้จริงแล้ว กฎของซุส คือหัวใจสำคัญของสถานที่ทุกหนแห่งใน "มหากาพย์โอดิสซี" มันคือมาตรวัดแก่นแท้ของมนุษย์ผ่านกฎที่อ้างชื่อของทวยเทพ
ทุกเกาะ ทุกหนแห่งที่โอดีสซีอุสแวะพัก คือการเปิดเปลือกธาตุแท้ของระบบนิเวศในสถานที่นั้น ๆ ผ่านเรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอดการเดินทางกลับบ้าน ที่ล้วนแฝงไปด้วยบททดสอบด้านจิตใจมนุษย์ของตัวละคร ราวกับเป็นการชี้ให้เห็นว่า ท้ายที่สุดแล้วรากฐานของสังคมไม่ได้ถูกค้ำจุนด้วยกำลังและอาวุธ แต่อยู่ที่การเลือกระหว่างความเป็นอารยะหรือสัญชาตญาณดิบในการบริหารจัดการอำนาจในจิตใจของมนุษย์
ทว่าในท้ายที่สุด หายนะที่พรากชีวิตลูกเรือของโอดีสซีอุสไปจนหมดสิ้นกลับไม่ได้มาจากสัตว์ประหลาด แต่มาจาก "ความอ่อนแอ" ของระบบระเบียบในใจมนุษย์ การขาดความยับยั้งชั่งใจและทำลายความเคารพต่อกฎเกณฑ์ จึงเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ตราบาปนั้นย้อนกลับมาทำลายตัวพวกเขาเอง
มหากาพย์โอดิสซี จึงไม่ใช่แค่มหากาพย์การเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อกลับบ้าน แต่มันคือการสำรวจโครงสร้างและจิตใจมนุษย์ กฎของซุส ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อรักษามารยาท แต่คือเข็มทิศที่คอยเตือนเราว่า เมื่อใดที่เราละทิ้งความไว้เนื้อเชื่อใจและเกียรติยศ เพียงเพื่อผลประโยชน์และการเอาชนะ เมื่อนั้นเราก็ไม่ต่างอะไรกับอสุรกายที่เราหวาดกลัว
เรื่อง : กฤตยชญ์ เรืองบำรุง (MonkeyOHM)
กราฟิก : มณฑล ชลสุข

----------
อย่าลืมกด 'FOLLOW' 👆 เพื่อติดตาม SUM UP
จะได้ไม่พลาด 'ความรู้' และ 'ข่าวสาร' ที่สนุกและเป็นประโยชน์
อ่านทุกเรื่องบนเว็บไซต์ https://www.sumupth.com/
----
#กฎของซุส




ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

0819253343

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ i21ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง i21:

ทางลัด

แชร์