21/08/2026
🚶❤️
มีหนังสือบางเล่มที่ทุกครั้งเมื่อกลับไปอ่าน เราไม่ได้รู้สึกว่าได้กลับไปพบกับหนังสือเล่มเดิม หากแต่เหมือนได้กลับไปพบกับตัวเองในบางช่วงเวลาที่เราเคยเป็น
สำหรับเรา หนึ่งในหนังสือเหล่านั้นคือ Wanderung: Aufzeichnungen ของเฮอร์มานน์ เฮสเส หนังสือที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1920 หลังจากงานเขียนและบทกวีหลายชิ้นถูกเขียนขึ้นในช่วงปี 1917–1918 และต่อมาได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อ Wandering: Notes and Sketches โดย James Wright ในปี 1972
Wanderung เป็นหนังสือที่ยากจะจัดประเภทอย่างตรงไปตรงมา มันประกอบด้วยบันทึกการเดินทาง ร้อยแก้ว บทกวี และภาพสีน้ำของเฮสเสเอง ภูมิประเทศในหนังสือจึงไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของการเดิน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการครุ่นคิดถึงชีวิต การเปลี่ยนแปลง ความโดดเดี่ยว และการค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่
เฮสเสเขียนถึงการเดินผ่านภูเขา หมู่บ้าน สะพาน ฝน ต้นไม้ สุสาน และทิวทัศน์ของเทือกเขาแอลป์ด้วยภาษาที่งดงามอย่างน่าประหลาด แต่ความงดงามนั้นกลับไม่ได้ทำให้หนังสือเล่มนี้สว่างไสวขึ้นทั้งหมด ตรงกันข้าม ยิ่งภูมิประเทศงดงามมากเท่าไร ความรู้สึกของความโดดเดี่ยว ความโหยหา และความไม่เที่ยงของชีวิตก็ยิ่งปรากฏชัดขึ้นเท่านั้น
นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกครั้งที่ผมกลับไปอ่าน Wandering ผมจึงรู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูกมันเป็นความเศร้าที่ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง หากเกิดจากการตระหนักว่า ทุกสิ่งที่เรามองเห็นนั้นกำลังผ่านพ้นไปพร้อมกับเรา
ในหนังสือมีทั้งบทที่พูดถึง Vergänglichkeit หรือ ความไม่เที่ยง และบทกวี Der Wanderer an den Tod หรือ The Wanderer Speaks to Death ซึ่งความตายไม่ได้ปรากฏในฐานะสิ่งตรงข้ามกับชีวิต หากค่อยๆ เข้ามาอยู่ในบทสนทนาเดียวกับการเดินทาง ราวกับว่าการเดินไปข้างหน้าและการเดินเข้าใกล้ความตายเป็นเส้นทางเดียวกันในที่สุด
และตรงนี้เองที่ผมมักนึกถึงภาพยนตร์ของวิม เวนเดอร์ส
เวนเดอร์สเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่เข้าใจ การเดินทาง ในฐานะภาษาของภาพยนตร์ได้อย่างลึกซึ้งที่สุดคนนึง โดยเฉพาะในภาพยนตร์ที่ตัวละครเคลื่อนผ่านถนน เมือง ทะเลทราย และภูมิประเทศอันกว้างใหญ่ การเดินทางของตัวละครในหนังของเขาแทบไม่เคยเป็นเพียงการเคลื่อนจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง
พวกเขาเดินทางเพราะไม่สามารถอยู่ที่เดิมได้อีกต่อไป แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ พวกเขาเองก็มักไม่รู้ว่ากำลังเดินทางไปหาอะไร
ตัวละครจำนวนมากในโลกของเวนเดอร์สกำลังมุ่งหน้าไปที่ไหนสักแห่ง แต่การไปถึงจุดหมายไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด และบางครั้งการเดินทางก็ไม่ได้มี จุดหมาย ในความหมายแบบที่เราเข้าใจกันด้วยซ้ำ เพราะสิ่งที่เปลี่ยนแปลงระหว่างทางไม่ใช่เพียงภูมิประเทศ หากเป็นตัวละครเอง
จึงไม่น่าแปลกที่เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ตัวละครอย่างเทรวิสใน Paris, Texas จะปรากฏขึ้นมาในความคิดด้วย
เทรวิสปรากฏตัวขึ้นจากทะเลทรายในสภาพของชายคนหนึ่งที่ราวกับหายไปจากโลกเดิมของตัวเองแล้ว การเดินทางของเขาไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางกลับไปหาลูกชายหรืออดีตภรรยา แต่เป็นการเดินทางกลับเข้าไปสู่ชีวิตที่ครั้งหนึ่งเขาเคยทอดทิ้ง
และในความหมายหนึ่ง การกลับไปหาคนอื่นก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการกลับไปหาตัวเองความเศร้าของ Paris, Texas จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะตัวละครกำลังเดินทางเพียงลำพัง หากเกิดจากความจริงที่ว่า การกลับบ้านไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถกลับไปเป็นคนเดิมได้อีก
บางทีนี่อาจเป็นจุดที่เฮสเสกับเวนเดอร์สสามารถพูดคุยกันได้ แม้จะอยู่คนละศตวรรษและอยู่ในงานศิลปะคนละรูปแบบ
บางทีคนพเนจรของทั้งสองคนอาจเป็น คนแบบเดียวกัน ในคนละช่วงเวลา
พวกเขาไม่ได้เดินเพราะรู้ว่าต้องไปที่ไหน พวกเขาเดินเพราะสถานที่เดิมไม่สามารถรองรับตัวตนของพวกเขาได้อีกต่อไปและบางครั้งพวกเขาเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า คำถามที่ตัวเองกำลังพยายามตอบนั้นคืออะไร
สำหรับเราเองนี่ทำให้ Paris, Texas มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันบางอย่างกับตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง Into the Wild อย่างน่าสนใจ แม้ตัวละครและทิศทางของการเดินทางจะแตกต่างกันอย่างมาก
ใน Paris, Texas เทรวิสค่อยๆ เรียนรู้ว่า การเดินทางออกจากผู้คนอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางกลับไปหาผู้คนแต่ใน Into the Wild คริส แม็คแคนด์เลสเดินไปอีกทิศทางหนึ่ง เขาพยายามผลักตัวเองออกจากโลกเดิม ครอบครัวเดิม และระบบคุณค่าที่เขาเชื่อว่าไม่อาจมอบชีวิตที่แท้จริงให้กับเขาได้
คริสมีหลายสิ่งที่สังคมอเมริกันในเวลานั้นมองว่าเป็นเครื่องหมายของความสำเร็จ เขาเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนดี มีความสามารถด้านกีฬา และเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีฐานะเพียงพอที่จะมอบเส้นทางสู่ชีวิตที่มั่นคงให้กับเขาได้แต่สิ่งเหล่านั้นกลับไม่สามารถตอบคำถามบางอย่างที่อยู่ข้างในตัวเขาได้
หลังจากเรียนจบ เขาบริจาคเงินเก็บจำนวนมากและออกเดินทางโดยแทบไม่บอกใครถึงแผนการของเขา การเดินทางของเขาจึงเป็นทั้งการปฏิเสธชีวิตแบบเดิมและความพยายามค้นหาความหมายของชีวิตผ่านโลกธรรมชาติ
Sean Penn นำเรื่องราวนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อ Into the Wild จากหนังสือของ Jon Krakauer ในชื่อเดียวกัน และสิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์น่าสนใจคือ มันไม่ได้รีบตัดสินว่าการเดินทางของคริสถูกหรือผิด หากพยายามทำความเข้าใจแรงปรารถนาที่ผลักให้เขาออกไปสู่โลกกว้าง และความปรารถนาที่จะมีชีวิตอย่างสอดคล้องกับสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นความจริงของตัวเอง
ธรรมชาติใน Into the Wild จึงมีสองด้านอยู่พร้อมกัน
ด้านหนึ่งมันงดงามอย่างแทบหยุดหายใจ อีกด้านหนึ่งมันก็โหดร้ายและน่าเจ็บปวดยิ่งคริสเข้าไปไกลจากโลกของผู้คนมากเท่าไร เขาก็ยิ่งต้องเผชิญกับความจริงพื้นฐานของการเป็นมนุษย์มากขึ้นเท่านั้นไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านร่างกาย ความหิว ความโดดเดี่ยว ความเปราะบาง และข้อจำกัดของการดำรงอยู่
ตรงนี้เองที่ Into the Wild แตกต่างจากการโรแมนติไซส์ ชีวิตกลางธรรมชาติ อย่างง่ายๆ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ธรรมชาติไม่ได้มอบคำตอบให้คริสอย่างสำเร็จรูป การเดินทางต่างหากที่ค่อยๆ เปลี่ยนคำถามของเขา
และบางทีนี่คือสิ่งที่ทำให้ตัวละครทั้งสาม ผู้พเนจรของเฮสเส เทรวิส และคริสสามารถถูกมองผ่านเลนส์เดียวกันได้คนหนึ่งเดินผ่านภูเขาและหมู่บ้านของยุโรปเพื่อเข้าใจตัวตนผ่านโลกคนหนึ่งเดินกลับจากทะเลทรายเพื่อกลับไปหาคนที่เขาสูญเสียอีกคนเดินออกไปจากโลกที่เขาเคยมี เพื่อค้นหาชีวิตที่เขาคิดว่าน่าจะมีอยู่ที่อื่น
และนี่อาจเป็นรากร่วมที่ลึกที่สุดของ คนพเนจร ไม่ใช่ความรักในการเดินทาง ไม่ใช่ความปรารถนาที่จะเห็นโลกแต่คือความรู้สึกบางอย่างว่า โลกเดิมที่เราเคยอยู่ไม่สามารถรองรับตัวตนของเราได้อีกต่อไป
การเดินจึงกลายเป็นวิธีหนึ่ง เป็นเครื่องมือหนึ่งในการหลีกหนีหรือค้นหา ในการสร้างระยะห่างระหว่างตัวเรากับชีวิตเดิม เพื่อให้เรามองเห็นมันได้ชัดขึ้นแต่ในขณะเดียวกัน ระยะห่างนั้นก็ทำให้เราเห็นตัวเองชัดขึ้นด้วย
ดังนั้น เราเองก็อาจมองว่า การเดินในผ่านวรรณกรรมและภาพยนตร์เหล่านี้ มันจึงไม่ใช่กิจกรรมแต่มันคือ human existential condition หรือสภาวะของการมีชีวิตอยู่
และหากเราสามารถเดินจาก เฮสเส หรือ เวนเดอร์ Paris, Texas ถึง Into the Wild ไปจนถึงหนังอย่าง Gerry, The Straight Story, Paterson, Perfect Days, Nomadland หรือแม้แต่หนังที่ไม่มีการเดินทางไกลเลย แต่ตัวละครในภาพยนตร์เหล่านี้ ออกเดิน เพื่อค้นหาวิธีที่จะอยู่กับตัวเอง
และนี้อาจเป็นสิ่งที่เราชอบที่สุดของการเดินทาง เพราะมันทำให้ การเดิน กลายเป็นเรื่องของความเหงาโดยธรรมชาติเพราะคนที่เดินอยู่คนเดียวไม่ได้เพียงเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่เขากำลังเคลื่อนที่ผ่านตัวเอง
นี้เป็นการพบพานที่งดงามที่สุดในวรรณกรรมและภาพยนตร์คนหนึ่งเขียนผู้พเนจรในป่าและภูเขาของยุโรปอีกคนฉายภาพผู้พเนจรบนถนนและทะเลทรายของอเมริกา
ภูมิประเทศเปลี่ยนไป ศตวรรษเปลี่ยนไป การเดินทางเปลี่ยนไป
แต่คำถามยังเหมือนเดิม ถ้าเราเดินทางไปไกลพอ เราจะพบโลกใหม่ หรือในที่สุดจะพบตัวเราเอง?
Film I Trust อยากชวนทุกคนมานั่งดูหนัง Into The Wild ใต้ต้นไม้พักใจ
แล้วปล่อยให้เรื่องราวของคนแปลกหน้าพเนจรคนหนึ่ง
พาเรากลับมามองชีวิตของตัวเองอีกครั้งด้วยกันครับ
—
23 AUGUST 2026 | PROGRAM 2: WATCH
17:30 — Film Screening
INTO THE WILD (2007)
Presented by Film I Trust
📍 GalileOasis, Bangkok
🎟️ Ticket — 150 THB