Film Club Republic

เส้นทาง ติดต่อ ธุรกิจของเรา

Film Club Republic Film Club Republic
สนุกกับชีวิต สนุกกับหนัง ◡̈

"Film Club Republic"
เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มคนรักหนังแห่ง ม.เกษตร ในชื่อเดิม KU Film Club ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนชื่อใหม่เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ได้จบการศึกษาแล้ว

แฟนเพจนี้สร้างขึ้นเพื่อรองรับการประชาสัมพันธ์การฉายหนังของทางคลับ รวมถึงการแชร์ข่าวสารวงการหนัง เทศกาลหนัง และงานกิจกรรมเกี่ยวกับหนังที่น่าสนใจ หวังเพียงเป็นการสร้าง Community และพื้นที่การดูหนัง + แลกเปลี่ยนความคิดเห็นแห่งใหม่ในใจของผู้ชม

Film Club Republic
สนุกกับชีวิต สนุกกับหนัง ◡̈

Founder
F1 (KU69)
Felippé (KU68)

1 มี.ค. 60

MUTINY – คนระห่ำทีมรอดหนังแอ็กชัน เกิดขึ้นบนเรือกว่า 80% ทั้งเรื่อง ตามล่าเพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนถูกลักพาตัวเพื่อที่จะเข้า...
01/09/2026

MUTINY – คนระห่ำทีมรอด

หนังแอ็กชัน เกิดขึ้นบนเรือกว่า 80% ทั้งเรื่อง ตามล่าเพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนถูกลักพาตัวเพื่อที่จะเข้าไปในกระบวนการค้ามนุษย์

ฉากบู๊และเอาตัวรอดที่ทำได้มันดี เลือดสาด เสียวสายตา

ที่ชอบคือหนังมี กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในฉากหลังของเรื่อง
จะดูในเครดิตคือไม่ได้ถ่ายที่กรุงเทพเลยคิดว่าคงเซ็ตไว้แล้วเอากรุงเทพเป็นพื้นหลังเพื่อให้ดูน่าติดตาม มีตัวละครพูดภาษาไทยเติมเข้ามาบางฉากเพื่อให้คนไทยอย่างเราขำได้เป็นระยะ

เกรดบีนิดหน่อย
6.5/10

24/08/2026
🚶❤️
21/08/2026

🚶❤️

มีหนังสือบางเล่มที่ทุกครั้งเมื่อกลับไปอ่าน เราไม่ได้รู้สึกว่าได้กลับไปพบกับหนังสือเล่มเดิม หากแต่เหมือนได้กลับไปพบกับตัวเองในบางช่วงเวลาที่เราเคยเป็น

สำหรับเรา หนึ่งในหนังสือเหล่านั้นคือ Wanderung: Aufzeichnungen ของเฮอร์มานน์ เฮสเส หนังสือที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1920 หลังจากงานเขียนและบทกวีหลายชิ้นถูกเขียนขึ้นในช่วงปี 1917–1918 และต่อมาได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อ Wandering: Notes and Sketches โดย James Wright ในปี 1972

Wanderung เป็นหนังสือที่ยากจะจัดประเภทอย่างตรงไปตรงมา มันประกอบด้วยบันทึกการเดินทาง ร้อยแก้ว บทกวี และภาพสีน้ำของเฮสเสเอง ภูมิประเทศในหนังสือจึงไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของการเดิน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการครุ่นคิดถึงชีวิต การเปลี่ยนแปลง ความโดดเดี่ยว และการค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่

เฮสเสเขียนถึงการเดินผ่านภูเขา หมู่บ้าน สะพาน ฝน ต้นไม้ สุสาน และทิวทัศน์ของเทือกเขาแอลป์ด้วยภาษาที่งดงามอย่างน่าประหลาด แต่ความงดงามนั้นกลับไม่ได้ทำให้หนังสือเล่มนี้สว่างไสวขึ้นทั้งหมด ตรงกันข้าม ยิ่งภูมิประเทศงดงามมากเท่าไร ความรู้สึกของความโดดเดี่ยว ความโหยหา และความไม่เที่ยงของชีวิตก็ยิ่งปรากฏชัดขึ้นเท่านั้น

นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกครั้งที่ผมกลับไปอ่าน Wandering ผมจึงรู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูกมันเป็นความเศร้าที่ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง หากเกิดจากการตระหนักว่า ทุกสิ่งที่เรามองเห็นนั้นกำลังผ่านพ้นไปพร้อมกับเรา

ในหนังสือมีทั้งบทที่พูดถึง Vergänglichkeit หรือ ความไม่เที่ยง และบทกวี Der Wanderer an den Tod หรือ The Wanderer Speaks to Death ซึ่งความตายไม่ได้ปรากฏในฐานะสิ่งตรงข้ามกับชีวิต หากค่อยๆ เข้ามาอยู่ในบทสนทนาเดียวกับการเดินทาง ราวกับว่าการเดินไปข้างหน้าและการเดินเข้าใกล้ความตายเป็นเส้นทางเดียวกันในที่สุด

และตรงนี้เองที่ผมมักนึกถึงภาพยนตร์ของวิม เวนเดอร์ส
เวนเดอร์สเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่เข้าใจ การเดินทาง ในฐานะภาษาของภาพยนตร์ได้อย่างลึกซึ้งที่สุดคนนึง โดยเฉพาะในภาพยนตร์ที่ตัวละครเคลื่อนผ่านถนน เมือง ทะเลทราย และภูมิประเทศอันกว้างใหญ่ การเดินทางของตัวละครในหนังของเขาแทบไม่เคยเป็นเพียงการเคลื่อนจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง

พวกเขาเดินทางเพราะไม่สามารถอยู่ที่เดิมได้อีกต่อไป แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ พวกเขาเองก็มักไม่รู้ว่ากำลังเดินทางไปหาอะไร
ตัวละครจำนวนมากในโลกของเวนเดอร์สกำลังมุ่งหน้าไปที่ไหนสักแห่ง แต่การไปถึงจุดหมายไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด และบางครั้งการเดินทางก็ไม่ได้มี จุดหมาย ในความหมายแบบที่เราเข้าใจกันด้วยซ้ำ เพราะสิ่งที่เปลี่ยนแปลงระหว่างทางไม่ใช่เพียงภูมิประเทศ หากเป็นตัวละครเอง

จึงไม่น่าแปลกที่เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ตัวละครอย่างเทรวิสใน Paris, Texas จะปรากฏขึ้นมาในความคิดด้วย
เทรวิสปรากฏตัวขึ้นจากทะเลทรายในสภาพของชายคนหนึ่งที่ราวกับหายไปจากโลกเดิมของตัวเองแล้ว การเดินทางของเขาไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางกลับไปหาลูกชายหรืออดีตภรรยา แต่เป็นการเดินทางกลับเข้าไปสู่ชีวิตที่ครั้งหนึ่งเขาเคยทอดทิ้ง

และในความหมายหนึ่ง การกลับไปหาคนอื่นก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการกลับไปหาตัวเองความเศร้าของ Paris, Texas จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะตัวละครกำลังเดินทางเพียงลำพัง หากเกิดจากความจริงที่ว่า การกลับบ้านไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถกลับไปเป็นคนเดิมได้อีก

บางทีนี่อาจเป็นจุดที่เฮสเสกับเวนเดอร์สสามารถพูดคุยกันได้ แม้จะอยู่คนละศตวรรษและอยู่ในงานศิลปะคนละรูปแบบ
บางทีคนพเนจรของทั้งสองคนอาจเป็น คนแบบเดียวกัน ในคนละช่วงเวลา
พวกเขาไม่ได้เดินเพราะรู้ว่าต้องไปที่ไหน พวกเขาเดินเพราะสถานที่เดิมไม่สามารถรองรับตัวตนของพวกเขาได้อีกต่อไปและบางครั้งพวกเขาเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า คำถามที่ตัวเองกำลังพยายามตอบนั้นคืออะไร

สำหรับเราเองนี่ทำให้ Paris, Texas มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันบางอย่างกับตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง Into the Wild อย่างน่าสนใจ แม้ตัวละครและทิศทางของการเดินทางจะแตกต่างกันอย่างมาก
ใน Paris, Texas เทรวิสค่อยๆ เรียนรู้ว่า การเดินทางออกจากผู้คนอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางกลับไปหาผู้คนแต่ใน Into the Wild คริส แม็คแคนด์เลสเดินไปอีกทิศทางหนึ่ง เขาพยายามผลักตัวเองออกจากโลกเดิม ครอบครัวเดิม และระบบคุณค่าที่เขาเชื่อว่าไม่อาจมอบชีวิตที่แท้จริงให้กับเขาได้

คริสมีหลายสิ่งที่สังคมอเมริกันในเวลานั้นมองว่าเป็นเครื่องหมายของความสำเร็จ เขาเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนดี มีความสามารถด้านกีฬา และเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีฐานะเพียงพอที่จะมอบเส้นทางสู่ชีวิตที่มั่นคงให้กับเขาได้แต่สิ่งเหล่านั้นกลับไม่สามารถตอบคำถามบางอย่างที่อยู่ข้างในตัวเขาได้
หลังจากเรียนจบ เขาบริจาคเงินเก็บจำนวนมากและออกเดินทางโดยแทบไม่บอกใครถึงแผนการของเขา การเดินทางของเขาจึงเป็นทั้งการปฏิเสธชีวิตแบบเดิมและความพยายามค้นหาความหมายของชีวิตผ่านโลกธรรมชาติ
Sean Penn นำเรื่องราวนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อ Into the Wild จากหนังสือของ Jon Krakauer ในชื่อเดียวกัน และสิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์น่าสนใจคือ มันไม่ได้รีบตัดสินว่าการเดินทางของคริสถูกหรือผิด หากพยายามทำความเข้าใจแรงปรารถนาที่ผลักให้เขาออกไปสู่โลกกว้าง และความปรารถนาที่จะมีชีวิตอย่างสอดคล้องกับสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นความจริงของตัวเอง

ธรรมชาติใน Into the Wild จึงมีสองด้านอยู่พร้อมกัน
ด้านหนึ่งมันงดงามอย่างแทบหยุดหายใจ อีกด้านหนึ่งมันก็โหดร้ายและน่าเจ็บปวดยิ่งคริสเข้าไปไกลจากโลกของผู้คนมากเท่าไร เขาก็ยิ่งต้องเผชิญกับความจริงพื้นฐานของการเป็นมนุษย์มากขึ้นเท่านั้นไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านร่างกาย ความหิว ความโดดเดี่ยว ความเปราะบาง และข้อจำกัดของการดำรงอยู่

ตรงนี้เองที่ Into the Wild แตกต่างจากการโรแมนติไซส์ ชีวิตกลางธรรมชาติ อย่างง่ายๆ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ธรรมชาติไม่ได้มอบคำตอบให้คริสอย่างสำเร็จรูป การเดินทางต่างหากที่ค่อยๆ เปลี่ยนคำถามของเขา
และบางทีนี่คือสิ่งที่ทำให้ตัวละครทั้งสาม ผู้พเนจรของเฮสเส เทรวิส และคริสสามารถถูกมองผ่านเลนส์เดียวกันได้คนหนึ่งเดินผ่านภูเขาและหมู่บ้านของยุโรปเพื่อเข้าใจตัวตนผ่านโลกคนหนึ่งเดินกลับจากทะเลทรายเพื่อกลับไปหาคนที่เขาสูญเสียอีกคนเดินออกไปจากโลกที่เขาเคยมี เพื่อค้นหาชีวิตที่เขาคิดว่าน่าจะมีอยู่ที่อื่น

และนี่อาจเป็นรากร่วมที่ลึกที่สุดของ คนพเนจร ไม่ใช่ความรักในการเดินทาง ไม่ใช่ความปรารถนาที่จะเห็นโลกแต่คือความรู้สึกบางอย่างว่า โลกเดิมที่เราเคยอยู่ไม่สามารถรองรับตัวตนของเราได้อีกต่อไป
การเดินจึงกลายเป็นวิธีหนึ่ง เป็นเครื่องมือหนึ่งในการหลีกหนีหรือค้นหา ในการสร้างระยะห่างระหว่างตัวเรากับชีวิตเดิม เพื่อให้เรามองเห็นมันได้ชัดขึ้นแต่ในขณะเดียวกัน ระยะห่างนั้นก็ทำให้เราเห็นตัวเองชัดขึ้นด้วย
ดังนั้น เราเองก็อาจมองว่า การเดินในผ่านวรรณกรรมและภาพยนตร์เหล่านี้ มันจึงไม่ใช่กิจกรรมแต่มันคือ human existential condition หรือสภาวะของการมีชีวิตอยู่

และหากเราสามารถเดินจาก เฮสเส หรือ เวนเดอร์ Paris, Texas ถึง Into the Wild ไปจนถึงหนังอย่าง Gerry, The Straight Story, Paterson, Perfect Days, Nomadland หรือแม้แต่หนังที่ไม่มีการเดินทางไกลเลย แต่ตัวละครในภาพยนตร์เหล่านี้ ออกเดิน เพื่อค้นหาวิธีที่จะอยู่กับตัวเอง
และนี้อาจเป็นสิ่งที่เราชอบที่สุดของการเดินทาง เพราะมันทำให้ การเดิน กลายเป็นเรื่องของความเหงาโดยธรรมชาติเพราะคนที่เดินอยู่คนเดียวไม่ได้เพียงเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่เขากำลังเคลื่อนที่ผ่านตัวเอง

นี้เป็นการพบพานที่งดงามที่สุดในวรรณกรรมและภาพยนตร์คนหนึ่งเขียนผู้พเนจรในป่าและภูเขาของยุโรปอีกคนฉายภาพผู้พเนจรบนถนนและทะเลทรายของอเมริกา

ภูมิประเทศเปลี่ยนไป ศตวรรษเปลี่ยนไป การเดินทางเปลี่ยนไป
แต่คำถามยังเหมือนเดิม ถ้าเราเดินทางไปไกลพอ เราจะพบโลกใหม่ หรือในที่สุดจะพบตัวเราเอง?

Film I Trust อยากชวนทุกคนมานั่งดูหนัง Into The Wild ใต้ต้นไม้พักใจ
แล้วปล่อยให้เรื่องราวของคนแปลกหน้าพเนจรคนหนึ่ง
พาเรากลับมามองชีวิตของตัวเองอีกครั้งด้วยกันครับ
—
23 AUGUST 2026 | PROGRAM 2: WATCH
17:30 — Film Screening
INTO THE WILD (2007)
Presented by Film I Trust
📍 GalileOasis, Bangkok
🎟️ Ticket — 150 THB

เห็นหน้าผู้กำกับก็รู้แล้วว่าเป็นคนกวนตีน หนังเรื่องนี้กวนส้นตีนเลย+ให้เสียงภาษาไทย ด้วยนะ สุดจัดรีวิว Kung Fu Soccer ⚽️🥋...
19/08/2026

เห็นหน้าผู้กำกับก็รู้แล้วว่าเป็นคนกวนตีน หนังเรื่องนี้กวนส้นตีนเลย+ให้เสียงภาษาไทย ด้วยนะ สุดจัด

รีวิว Kung Fu Soccer ⚽️🥋

มันเป็นหนังที่เอา “กังฟู” มารวมกับ “ฟุตบอล” แบบตรง ๆ เลย ดูแล้วทั้งฮา ทั้งเว่อร์ และไม่ต้องคิดอะไรมาก 😂
บินได้ เวอร์วัง

เนื้อเรื่องไม่ได้ซับซ้อนมาก เน้นความสนุก ดูง่าย มีฉากเตะบอลที่ใส่ความเป็นกังฟูเข้าไปจนบางจังหวะก็อดขำไม่ได้ เหมือนดูหนังจีนสมัยก่อนที่กล้าทำอะไรเว่อร์ ๆ แบบไม่ต้องสนว่าโลกจริงทำได้หรือเปล่า

ส่วนตัวรู้สึกว่าจุดเด่นของหนังคือ ความบ้าของมันนี่แหละ ยิ่งดูแบบไม่คาดหวังความสมจริง ยิ่งสนุก

ใครชอบหนังจีน หนังแอ็กชันเบา ๆ หรืออยากหาหนังดูเพลิน ๆ แบบไม่ต้องคิดเยอะ เรื่องนี้ก็น่าลอง

สรุป: หนังดูง่าย สนุก ฮา และเว่อร์แบบตั้งใจ
⚽️🥋 7/10

ความฮาที่คุ้นเคยกลับมาแล้ว!  ⚽️ภาพยนตร์โดย Stephen Chow ( #โจวซิงฉือ)จาก The Mermaid, Kung Fu Hustle, Shaolin Soccer, CJ...
18/08/2026

ความฮาที่คุ้นเคยกลับมาแล้ว!
⚽️
ภาพยนตร์โดย Stephen Chow ( #โจวซิงฉือ)
จาก The Mermaid, Kung Fu Hustle, Shaolin Soccer, CJ7

เปิดรอบพิเศษ
ดูหนัง+Gift 18 Aug. 2 โรง
ฉายจริง 20 Aug 2026 ทั่วปท.ไทย

#กังฟูซอคเกอร์ #功夫女足 #周星驰

somewhere still concented...
17/08/2026

somewhere still concented...

เพราะในภาพ Nighthawks อันโด่งดังของ Edward Hopper เราไม่ได้เห็นเพียงคนสี่คนในร้านอาหาร 🎨🖼️

แต่เรากำลังยืนอยู่นอกกระจก มองเข้าไปเราเห็นพวกเขา แต่เราเข้าไปหาไม่ได้และในการบรรจบกันของพื้นที่และตัวตน ทำให้เกิดความรู้สึกของการ อยู่คนเดียวท่ามกลางฝูงชน ซึ่งเป็นประสบการณ์เฉพาะ ของชีวิตเมืองสมัยใหม่ที่เราต่างพบเจอกันมากขึ้น

หากจะจำกัดความถึงความรู้สึกแบบนี้ว่าเป็น ความเหงา คือความรู้สึกโดดเดี่ยว ก็อาจจะดูแบนและไร้มิติไปหน่อยสำหรับความรู้สึกนี้ เพราะมันอธิบายความเหงาที่กว้างมากเกินไป

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือผู้กำกับชาวโปแลนด์อย่าง Krzysztof Kieślowski เคยพูดถึงความยากอย่างนึงตอนเขาทำหนัง ที่ทำนองว่า ความยากของเขาคือของการถ่ายทอด สภาวะทางอารมณ์และความรู้สึก inner life ของตัวละครเพราะมันเป็นสิ่งที่แทบไม่สามารถนิยามได้โดยตรง

ซึ่งเรามองว่าภาพยนตร์เองก็ทำงานแบบนั้นเช่นเดียวกัน ผู้ชมเองถูกทำให้เป็นเหมือน ผู้สังเกตการณ์ผ่านการมอง เพราะในภาพเขียน มันไม่มีทางเข้าออกให้เห็น และความมืดของภาพยนตร์นั้นแยกเราออกจากคนในจอภาพยนตร์เช่นกัน

เราอาจไม่ได้กลัวการอยู่คนเดียว เท่ากับกลัววันที่ไม่มีอะไรในโลก ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรายังเป็นส่วนหนึ่งของมัน ความเหงาของหนังจึงไม่ใช่ isolation แต่อาจจะเป็น dislocation ความรู้สึกอันย้อนแย้งของ การอยู่คนเดียวท่ามกลางผู้คนมากมาย บางทีความเหงาอาจไม่ได้เกิดจากระยะห่างระหว่างคนสองคน หากเกิดจากระยะห่างระหว่าง ตัวเรากับโลกที่เราอาศัยอยู่

﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌

Film I Trust กับโปรแกรมใหม่ของเรา อยากชวนทุกคนมาสำรวจระยะห่างนั้นผ่านภาพยนตร์ห้าเรื่องที่มองความโดดเดี่ยวจากคนละทิศทาง ตั้งแต่ความปรารถนาที่อยากเป็นที่รัก ไปจนถึงความปรารถนาที่อยากหลุดพ้นจากทุกสิ่ง

ใน BRIDGET JONES'S DIARY ความเหงาปรากฏผ่านความต้องการธรรมดาที่สุดของมนุษย์การอยากมีใครสักคนที่มองเห็นเรา และรักเราในแบบที่เราเป็น

แต่เมื่อเดินทางมาถึง UP IN THE AIR ความสัมพันธ์กลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกทำให้เบาบางลง ชีวิตถูกจัดระเบียบให้เราต้องเดินทางต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องผูกพันกับใคร จนในวันที่ไม่มีใครรออยู่ ความอิสระที่เคยต้องการกลับเผยให้เห็นด้านที่ว่างเปล่าของมัน

ใน AMERICAN BEAUTY เราจะได้เข้าไปอยู่ในบ้านที่มีทุกอย่างที่สังคมเรียกว่า ชีวิตที่ดี แต่กลับไม่มีใครรู้จักกันจริงๆ ความเหงาจึงไม่ได้อยู่ข้างนอกครอบครัว หากซ่อนอยู่ภายในนั้นเอง ในบทบาทที่เราสวมใส่จนลืมไปว่า ภายใต้บทบาทเหล่านั้นเราเป็นใครจริงๆ

จากนั้น CAST AWAY พาความเหงาไปจนถึงจุดที่ไม่มีมนุษย์คนอื่นเหลืออยู่เลย และเมื่อโลกทั้งใบเงียบสนิท เราอาจสร้างใครบางคนขึ้นมาจากวัตถุไร้ชีวิต เพื่อพูดคุย เพื่อรอคอย และเพื่อยืนยันกับตัวเองว่าเรายังคงมีตัวตนอยู่
ก่อนที่ INTO THE WILD จะพาเราไปอีกด้านหนึ่งของคำถาม ว่าถ้าการอยู่ร่วมกับโลกทำให้เรารู้สึกแปลกแยก เราจะต้องเดินออกจากโลกไปไกลแค่ไหนเพื่อค้นพบตัวเอง?

﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌

ภาพยนตร์ทั้งห้าเรื่องนั้นอาจไม่ได้พูดถึง ความโดดเดี่ยว เพียงอย่างเดียว
แต่ในอีกทางนึงมันก็อาจกำลังพูดถึง การโหยหาการเป็นส่วนหนึ่ง ของบางอย่าง เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่จะรู้สึกว่า ตัวเราไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยวจากโลกใบนี้

โปรแกรมการฉายอัพเดทเร็วๆนี้ครับ ...

02/08/2026

ในหนังเรื่อง Breakfast at Tiffany's ภาพของ Audrey Hepburn ในชุดสีดำถือก้านบุหรี่และมองเข้าไปในร้านเพชร Tiffany ภาพนั้นแทบจะอยู่บนโปสเตอร์และปกหนังสือทุกฉบับจริงๆ

แต่ถ้าเราลองถอยห่างจากภาพยนตร์ในปี 1961 แล้วกลับไปหาต้นฉบับ Breakfast at Tiffany's ของ Truman Capote ผู้เขียน เราจะพบว่ามันเป็นเหมือนจดหมายรักที่เขาเขียนถึงมหานครนิวยอร์กจริงๆโดยเฉพาะน้ำเสียงประชดประชันและความหยาบกระด้างอันงดงามของงานเขียนต้นฉบับที่พูดถึง นิวยอร์กเมืองที่เขาทั้งรักและชังมัน

นิวยอร์กเมืองที่ไม่ได้ปูด้วยทองคำ แต่ปูด้วยเพชร
นวนิยายขนาดสั้น Breakfast at Tiffany's ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม ปี 1958 เรื่องราวติดตามชีวิตของ Holly Golightly หญิงสาวผู้ใช้ชีวิตอย่างอิสระในนิวยอร์กยุคทศวรรษ 1950 นิวยอร์กของ Breakfast at Tiffany's ไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของชีวิต ฮอลลี่หากเป็นเมืองที่เปิดโอกาสให้หญิงสาวคนหนึ่งสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา ท่ามกลางความหวัง ความทะเยอทะยาน และความโดดเดี่ยวที่ดำเนินไปพร้อมกันและสำหรับฮอลลี่ ร้าน Tiffany & Co. ไม่ใช่เพียงร้านขายเครื่องประดับ

แต่มันคือสถานที่ที่เธอเชื่อว่า "Nothing very bad could happen to you there."
เป็นจุดเล็กๆ ในเมืองอันกว้างใหญ่ ที่ทำให้เธอรู้สึกว่าชีวิตยังคงมีที่ให้พักพิง
และบางทีเราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนอาจมี "Tiffany's" ของตัวเองสถานที่ธรรมดาๆ ที่เรากลับไปหา เมื่อโลกภายนอกดูจะวุ่นวายเกินไป

กรุงเทพเองก็เป็นเมืองเช่นนั้นแต่เราแทบไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักมันจริงๆในชีวิตประจำวัน เมืองที่มีหลายบุคลิกในตัวเองขึ้นอยู่กับเราจะมองเมืองในมุมไหนแบบไหน เรามักเดินผ่านเมืองมากกว่าจะอยู่กับมันเราเคลื่อนผ่านเมืองอย่างรวดเร็วจนลืมสังเกตว่ามันกำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

แต่หลังเที่ยงคืน

กรุงเทพอาจจะเผยบุคลิกอีกแบบหนึ่งที่เราอาจไม่เคยเห็นหรือสัมผัสมาก่อน
Film I Trust และ House of Commons - BookCafe & Spaceอยากชวนทุกคนใช้เวลาหนึ่งคืนกับการชมภาพยนตร์เรื่อง Breakfast at Tiffany's

และเมื่อภาพยนตร์จบลงเราอยากชวนคุณออกไปเดินไม่ใช่เพื่อพิชิตระยะทางหรือเพื่อไปให้ถึงที่ไหนแต่เพื่อใช้เวลาอยู่กับเมืองและคนแปลกหน้าที่อาจกลายเป็นเพื่อนใหม่ และเพื่อปล่อยให้บทสนทนาจากภาพยนตร์ค่อยๆ ดำเนินต่อไปบนถนน ตึกและห้างร้านของกรุงเทพจริงๆ

เพื่อสังเกตสิ่งที่เราอาจไม่เคยมองเห็นและเพื่อค้นหาว่า กรุงเทพของเรา มี Tiffany's ซ่อนอยู่ตรงไหนบ้างและกลับมารับประทาน Breakfast ร่วมกันที่ Cafe' Velodome พร้อมกันครับ

BREAKFAST AT TIFFANY'S

Screening • Conversation • Midnight Walk • Breakfast

📍Cafe' Velodome

🗓 22 August

🎟 Early Bird 550 THB (พิเศษสำหรับ10คนแรก)
Regular 650 THB

จำนวนผู้เข้าร่วมจำกัดไม่เกิน 30 คน

12/07/2026

มนุษย์เราอาจเป็นนักแสดงมาตั้งแต่แรก โดยไม่เคยรู้ตัว

นักสังคมวิทยาชาวแคนาดา Erving Goffman เสนอว่า ชีวิตประจำวันไม่ต่างจากการแสดงละคร เราต่างเรียนรู้ที่จะจัดการภาพลักษณ์ของตัวเอง ผ่านบทบาทที่สังคมคาดหวัง เรามี "หน้าฉาก" (Front Stage) สำหรับโลกภายนอก ที่ซึ่งคำพูด การแต่งกาย และท่าทีล้วนถูกกำกับโดยสายตาของผู้คน และมี "หลังฉาก" (Back Stage) พื้นที่ซึ่งเราอาจได้เป็นตัวเองอย่างแท้จริง และหากพื้นที่นั้นยังมีอยู่จริง?

ภาพยนตร์เองก็ทำในสิ่งเดียวกัน

มันสร้างโลก สร้างตัวละคร และเชื้อเชิญให้เราเชื่อในโลกเสมือนจริงและทว่าบางครั้งก็สมจริงอย่างไม่น่าเชื่อเพราะในหลายครั้ง ภาพยนตร์ไม่ได้เพียงเลียนแบบชีวิต หากยังเผยให้เห็นว่า ชีวิตของเราก็อาจถูกกำกับและแสดงไม่ต่างจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง

Performing Life คือโปรแกรมภาพยนตร์ที่ Film I Trust อยากชวนทุกคนมาสำรวจพื้นที่ซึ่งชีวิตและการแสดงค่อยๆ ซ้อนทับกัน ผ่านภาพยนตร์ห้าเรื่องจากห้าทศวรรษ ที่ต่างตั้งคำถามถึง "บทบาท" ที่มนุษย์เลือกเล่น หรือถูกบังคับให้เล่น

ใน Roman Holiday (1953) เจ้าหญิงหลบหนีจากบทบาทที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่กำเนิด เพื่อทดลองใช้ชีวิตในฐานะคนธรรมดาเพียงหนึ่งวัน
ขณะที่ Breakfast at Tiffany's (1961) เผยให้เห็นหญิงสาวผู้สร้างตัวตนใหม่ขึ้นจากความฝัน ความทะเยอทะยาน และความปรารถนาจะหลบหนีอดีตหรือใน Saturday Night Fever (1977) การที่ชายหนุ่มธรรมดาขึ้นสู่ฟลอร์เต้นรำ พื้นที่แห่งเดียวที่เขาสามารถประกอบสร้างตัวตนในแบบที่โลกภายนอกไม่เคยมอบให้ ส่วน The Truman Show (1998) ผลักแนวคิดเรื่องการแสดงไปจนสุดขอบ เมื่อชีวิตทั้งชีวิตของชายคนหนึ่งกลายเป็นการแสดงโดยที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เคยรับรู้

และในโลกของ Pulp Fiction (1994) ผู้คนต่างสวมบทบาทของนักฆ่า นักเลง นักมวย หรือคู่รัก ราวกับกำลังเล่นการแสดงที่ไม่มีวันปิดม่าน ที่ซึ่งอัตลักษณ์ ความศรัทธา และศีลธรรม ต่างถูกประกอบสร้างขึ้นใหม่ผ่านบทสนทนา และการกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างยอกย้อน

และแม้ภาพยนตร์ทั้งห้าเรื่องจะถือกำเนิดขึ้นต่างยุค ต่างวัฒนธรรม และต่างภาษาภาพยนตร์ แต่เมื่อถูกนำมาวางเคียงกัน มันกลับตั้งคำถามและบทสนทนากันอย่างน่าประหลาด ผ่านคำถามเดียวกันว่า ชีวิตของเรามีส่วนไหนที่เป็นตัวตน และมีส่วนไหนที่เป็นการแสดง
บางที คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า เรากำลังแสดงอยู่หรือไม่ เพราะมนุษย์ทุกคนต่างมีบทบาทที่ต้องสวมใส่ในแต่ละวันแต่คือ และหากวันหนึ่งไม่มีผู้ชมเหลืออยู่ เราจะยังเป็นคนเดิมหรือเปล่า?

————————————————
PERFORMING LIFE
ROMAN HOLIDAY (1953)
BREAKFAST AT TIFFANY'S (1961)
SATURDAY NIGHT FEVER (1977)
PULP FICTION (1994)
THE TRUMAN SHOW (1998)
————————————————

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฉายเร็วๆนี้ครับ

 #ของแขก2 นักแสดงถ่ายทอดความคลุ้มคลั่ง ดุเดือด และความหวาดกลัวออกมาได้ดีมากๆ ชวนให้รู้สึกอึดอัดตาม ชอบ  #สนเดอะสตาร์ สุด...
25/06/2026

#ของแขก2 นักแสดงถ่ายทอดความคลุ้มคลั่ง ดุเดือด และความหวาดกลัวออกมาได้ดีมากๆ ชวนให้รู้สึกอึดอัดตาม ชอบ #สนเดอะสตาร์ สุด! ไม่ดูภาค1มาก่อนก็เข้าใจ
ฉายแล้ววันนี้
#มิ้มรัตนวดี #ยูโรยศวรรธน์ #แพมมี่สุธิดา #ปิ่นปีญารัตน์ #ชาลีTikTok

15/06/2026

👸✨ถ้าเจ้าหญิงแอน แอบหนีมาเที่ยวกรุงเทพฯ แทนกรุงโรม มันจะเป็นยังไงนะ?

ROMAN HOLIDAY ภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจถูกจดจำในฐานะหนึ่งในภาพยนตร์โรแมนติกคลาสสิกที่สุดตลอดกาล แต่ภายใต้เรื่องราวความรักอันงดงามนั้น หนังยังบอกเล่าเรื่องของมนุษย์คนหนึ่งที่พยายามออกจากกรอบที่สังคมกำหนด เพื่อค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ด้วยตนเองได้อย่างมีความสุขและรื่นรมณ์

ตลอดหนึ่งวันในกรุงโรม เจ้าหญิงแอนน์ได้เดินทางผ่านเมืองในฐานะคนธรรมดา ได้ใช้พื้นที่สาธารณะ พบปะผู้คน และตัดสินใจเลือกเส้นทางของตัวเอง แม้เพียงชั่วคราวก็ตาม

ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงชวนเราตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้คน กับ เมือง ว่าเมืองที่ดีควรเป็นอย่างไร เมืองควรเป็นเพียงพื้นที่ของการบริหารจัดการ หรือควรเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิต แสดงออก เคลื่อนไหว มีส่วนร่วม และได้รับการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม

Film I Trust ร่วมกับ Amnesty International Thailand ขอชวนผู้ชมร่วมสำรวจเมืองผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้ และร่วมจินตนาการถึงกรุงเทพมหานครในฐานะ พื้นที่ของชีวิตและสิทธิของทุกคน เมืองที่ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างปลอดภัย เมืองที่รับฟังเสียงของประชาชน และเมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
เพราะในท้ายที่สุด สิทธิในการใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี อาจเริ่มต้นจากสิทธิในการมีเมืองที่เป็นของเราทุกคน

─── ⋆⋅☆⋅⋆ ───── ⋆⋅☆⋅⋆ ───── ⋆⋅☆⋅⋆ ──

One Day with Roman Holiday ในวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน นี้
พบกับการฉายภาพยนตร์ Roman Holiday
2 รอบพิเศษใน 1 วัน

📌กิจกรรมในรอบเช้ากับ RIDE FOR LOVE
📌และ WATCH & TALK #1 ในช่วงค่ำๆ

─── ⋆⋅☆⋅⋆ ───── ⋆⋅☆⋅⋆ ───── ⋆⋅☆⋅⋆ ──

🚲💛 RIDE FOR LOVE
จากกรุงโรมใน Roman Holiday สู่กรุงเทพฯ ในวันนี้เป็นยังไงบ้าง …
ในหนัง เจ้าหญิงแอนหนีออกจากพระราชวังเพื่อใช้ชีวิตธรรมดาในกรุงโรม
เธอเดินเล่น นั่งร้านกาแฟ พบผู้คน และค้นพบเมืองด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก
แต่ถ้าวันนั้นเจ้าหญิงแอนเลือกหนีมาเที่ยวกรุงเทพฯ แทนล่ะ?

เมืองจะต้อนรับเธออย่างไร
เธอจะเดินทางได้สะดวกไหม
จะมีที่ให้นั่งพัก
มีทางเท้าให้เดิน
มีพื้นที่ให้ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยหรือเปล่า
เราของเชิญชวนมาปั่นจักรยานจากบางลำพูสู่ตลาดน้อยแล้วแวะดูหนังรักกลางเมืองไปด้วยกัน

Film I Trust ร่วมกับ Cafe' Velodome และ House of Commons - BookCafe & Space (HOC)
ชวนทุกคนออกเดินทางผ่านกรุงเทพฯ ในเช้าวันเสาร์
ค่อยๆ ปั่นจักรยานผ่านถนน ชมสะพาน สำรวจชุมชน และผู้คนก่อนจะไปชมภาพยนตร์คลาสสิกเรื่อง Roman Holiday (1953) ร่วมกัน
หลังจบภาพยนตร์ เราจะชวนทุกคนล้อมวงพูดคุยกันต่อ

ถึงเมืองที่เราอยากอยู่ เมืองที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน และกรุงเทพฯ ในแบบที่มันควรจะเป็น

ในวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พบกัน
📍 Café Velodome → House of Commons (ตลาดน้อย)
07:30 น. พบกันที่ Café Velodome
08:08 น. ล้อหมุน
09:00 น. ถึง HOC
09:30 น. ชมภาพยนตร์ Roman Holiday
11:30 น. ล้อมวงสนทนา
12:00 น. ปั่นกลับ
13:00 น. ถึง Café Velodome

นำปั่นโดย พี่เป้ (Velodome)
ชวนคุยโดย พี่เพชร (HOC)
กิจกรรมฟรี
รับจำนวน 25 คน
ยืมจักรยานสาธารณะ Bike Sharing
หรือยืมจักรยานจาก Café Velodome ได้ (สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมครบทุกช่วง)

และกิจกรรมช่วงค่ำกับ

─── ⋆⋅☆⋅⋆ ───── ⋆⋅☆⋅⋆ ───── ⋆⋅☆⋅⋆ ──

🎬👀 WATCH & TALK #1
ROMAN HOLIDAY (โรมรำลึก)
18:00 – 20:30 น.

ณ Just Space
หากช่วงเช้าคือการออกไปพบเมืองจริง
ช่วงเย็นคือการกลับมามองเมืองอีกครั้งผ่านภาพยนตร์

House of Commons (HOC) ชวนทุกคนร่วมชม Roman Holiday รอบค่ำ และล้อมวงพูดคุยหลังภาพยนตร์จบ

ถ้าเจ้าหญิงแอนเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ จริง
เธอควรไปที่ไหน
และไม่ควรไปที่ไหน
มีพื้นที่ใดในเมืองที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย
หรือพื้นที่ใดที่ยังทำให้ผู้หญิงและผู้คนจำนวนมากรู้สึกต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอ
เราจะชวนทุกคนแบ่งปันประสบการณ์การใช้ชีวิตในเมือง ประสบการณ์การเดินทางรวมถึงเรื่องราวจากเมืองต่างๆ ที่เคยไปเยือนเพื่อร่วมกันจินตนาการถึงเมืองที่น่าอยู่กว่าเดิม

กิจกรรมฟรี
*ค่ามัดจำเข้าร่วมกิจกรรม 150 บาท
คืนให้ในวันจัดกิจกรรม
รับจำนวนจำกัด 20 คน
ลงทะเบียน
https://lin.ee/YnU2Kzy

พบกับเครื่องดื่มพิเศษ “Roman Holiday”
สูตรเฉพาะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่องนี้
วางจำหน่ายในราคาพิเศษ 200 บาท

─── ⋆⋅☆⋅⋆ ───── ⋆⋅☆⋅⋆ ───── ⋆⋅☆⋅⋆ ──

บางที Roman Holiday อาจยังโรแมนติกอยู่เสมอ ไม่ใช่เพราะมันพาเราไปฝันถึงกรุงโรมเท่านั้น
แต่เพราะมันทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับเมืองของเราเองด้วยอีกครั้งนึง

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Film Club Republic โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Film Club Republic:

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่