23/11/2025
โลกเรามีภาพยนตร์เรื่อง แดรกคูล่า มาหลายเวอร์ชั่น…ฉบับที่อุโฆษที่สุดหนีไม่พ้นฉบับภาพยนตร์ ของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า ที่ มี แกรี่ โอลด์แมน เล่นเป็น แดรกคูล่า และ วิโนน่า ไรเดอร์ ใน บท วิลเฮลมีนา ฮาร์คเกอร์ หญิงที่เป็นที่รัก ของ แดร็กคูล่า จากชาติปางก่อน ร่วมด้วย เคียนู รีฟ ในบท โจนาธาน ฮาร์คเกอร์ และ แอนโธนี่ ฮอฟกิ้นส์ ในบท ศจ. แวนเฮลซิ่ง
อย่างที่บอก ว่า แดรกคูล่ามีหลายเวอร์ชั่น แต่ กว่าจะได้เป็นภาพยนตร์ แดรกคูล่า ได้นิยายเรื่องนี้ถูกพิทักษ์สิทธิอย่างหวงแหน โดย ภรรยาของผู้เขียน ที่ มีชื่อว่า ฟลอเร้นส์ สโตรคเกอร์
เล่าย้อนกลับไปสมัย 1920…นอสเฟอราตูไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นเพราะผู้สร้างต้องการสร้างเรื่องผีแวมไพร์ตัวใหม่แต่อย่างใด แต่เกิดจากสิ่งตรงกันข้ามกันเลย…พวกเขา ต้องการสร้าง Dracula มาก ๆ บริษัทผู้ผลิตเยอรมัน Prana Film และผู้กำกับ F. W. Murnau ตั้งใจดัดแปลงนิยายของ บราม สโตรเกอร์ ตั้งแต่แรก แต่ปัญหาคือ ฟลอเร้นส์ ภรรยาม่ายผู้ถือสิทธิ์ “ไม่ขายลิขสิทธิ์ให้”
สาเหตุสำคัญไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง เรื่องเชื้อชาติ หรือเรื่อง “ยิวในยุคจักรวรรดิเยอรมัน” อย่างที่บางคนเข้าใจผิด แต่ประกอบด้วยเหตุผลเชิงปัจเจกดังนี้:
1. ฟลอเร้นส์ ต้องการควบคุมลิขสิทธิ์อย่างเข้มงวด: หลังสามีเสียชีวิต เธอพึ่งพารายได้จากนิยายแดร็กคูล่าและปกป้องงานของเขาอย่างเคร่งครัด
2. ความผิดหวังในอดีต: ฟลอเร้นส์ เคยขายสิทธิ์ละครให้บริษัทหนึ่ง แต่ถูกดัดแปลงแย่จนเสียชื่อ ทำให้เธอไม่ไว้ใจสื่อใหม่ ๆ อีกเลย
3. มิสซิสสโตรคเกอร์มองว่า Prana Film เป็นบริษัทเล็กและไม่น่าเชื่อถือ…เธอจึงปฏิเสธแบบไม่ลังเล
เมื่อสิทธิ์ไม่ได้ กลุ่มผู้สร้างจึงเหลี่ยม…เปลี่ยนชื่อ แดร็กคูลา เป็น เคาน์ โอล็อคเปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนชื่อตัวละคร แต่ยังคงโครงเรื่องหลักซึ่ง “คล้าย แดร็กคูล่า อย่างชัดเจน” พอเป็นเช่นนั้น ฟลอเร้นส์ จึฝฟ้องทันทีว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และ ชนะคดี เพราะ เส้นเรื่องมันคล้ายกันโพด
ศาลเยอรมันสั่งให้ทำลายฟิล์มทุกม้วน แต่หลายชุด รอดจากการถูกเผา ทำให้เรายังได้ดูในปัจจุบัน
ดังนั้น…นอสเฟอราตูฉบับเยอรมันสร้างในปี 1922 จึงถือเปผ้นงานอะแดปเทชั่นแรกๆ ของ แดรกคูล่า ก่อนที่ต่อมาจะมีการสร้าง แดรกคูล่า ในปี 1932 ซึ่งมี เบล่า ลูโกซี่ ในชุดทักซิโด้มีผ้าคลุมดำพื้นแดง เป็น ไอค่อนของตัวละครผีด฿ดเลือดตัวนี้
มาต่อ ที่ ฉบับภาพยนตร์ ของ ฟรานซิส ที่เน้นไปที่รักไม่มีวันตาย และ เหตุผลของคนๆนึงที่พิณพังจนประกาศตัวเป็นศัตรูกับศาสนาและดำรงชีพด้วยเลือด
นี่คือการตีความที่ผิดแปลกจากเวอร์ชั่นก่อนๆของแดรกคู่ล่า ที่ เป็นหนังผีดิบพ่อรูปหล่อหลอกกันคอชะนีไปเรื่อย
เช่นกันใน นอสเฟอร์ราตู…เราจะเห็นเรื่องราวเส้นเดียวกับแดร็กคูล่าฉบับปี 1992 ในขณะที่ฉบับของฟรานซิส ว่า ทึมแล้วแต่ก็ยังสดใสกว่า นอสเฟอราตู ที่ ผู้กำกับเล่นโทนหม่นเย็นออกน้ำเงินมืดมน คราวสว่าง ก็ สว่างด้วยโทนสนิมทองผ่องอำไผ
ลิลลี่-โรส เด็ปป์ ฉายแววดาวรุ่งในบทนำของเรื่อง เอลเลน ฮัตเตอร์ หญิงผู้มีฝันสยอง และ อาการถูกสิงสู่ หงิกงอ ที่จัดเต็มไม่ห่วงสวย ในฉากหนึ่งลองเทคเธอเทครบทุกบทด้วยบทพูดขนาดยาว หงิกงอ ตาเหลือก ก่อนจะกลับสู่บทยั่วเย นี่คือโมเม้นต์ฉายพลังนักแสดงที่ตราตรึงที่สุดบนจอภาพยนตร์ต้านข้อกังขาใช้ชื่อพ่อขึ้นมาดังแบบชัดเจน
บิล สการ์การ์ด คือ อีกคนที่ถ่ายทอดบท เคาน์ โอล็อค ได้แบบสุดด้วยสำเนียงการพูดที่ฟังยากฉิบหายและบางครั้งคิดว่าเขาพูดภาษาที่ไม่ใช่ภาษาคน
โรเบิร์ต เอ็กเกอร์ส ยังคงถ่ายทอดความหลอนด้วยลักษณะเฉพาะที่เขาถนัดแบบไม่ต้องพึ่งสเปเชียลเอฟเฟค หรือ ซีจีมากมาย และ ดูเหมือนผู้กำกับ เอ็กเกอร์ส จะเข้าใจ German Expressionism ซึ่งเป็นแนวศิลปะของภาพยนตร์เรื่องนอสเฟอราตูฉบับแรกเมื่อปี 1922
ขอเล่าย้อนอีกนิด: ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เยอรมนีเกิดการเคลื่อนไหวทางศิลปะที่ชื่อว่า Expressionism ซึ่งเป็นศิลปะที่เน้นอารมณ์ ความบิดเบี้ยว ความมืด ความกลัว และความเหนือจริง
สิ่งนี้หลอมรวมเข้ากับภาพยนตร์เกิดเป็นอย่างน้อยๆ ก็ ภาพยนตร์เรื่อง Nosferatu และ Metropolis
และด้วยเทคนิคแสงและเงา ที่ เป็นจุดเด่น ของ หนัง Expressionism และ ของ ผู้กำกับ เอกเกอร์ส เอง…ซึ่งเขาใช้มันได้อย่างได้ผลในทุกผลงาน และ ทำได้อย่างโคตรหลอนและโคตรติดตา
เมื่อว่ากันถึงผู้กำกับหนังสยองขวัญที่เล่นเอาเถิดเอาล่อกับผู้ชมก็ต้องยกให้ โรเบิร์ต เอกเกอร์ส เขาแหละครับ ผลงานก่อนหน้า ก็ มีทั้ง The Witch (2015), The Lighthouse (2019),และ The Northman (2022) จนเรื่องล่าสุด นอสเฟอร์ราตู ที่ วิลเลี่ยม เดโฟ ปรากฏตัวในหนังของผู้กำกับ เอกเกอร์ส เป็นครั้งที่ สาม และ ครั้งหนึ่งเขาก็เคยเล่น เป็น เคาน์ โอล็อค มาแล้ว ใน Shadow of the Vampire บทที่ทำให้เขาเข้าชิงออสการ์ครั้งที่ 73 ในฐานะ นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ส่วนภาพยนตร์เรื่องนอสเฟอร์ราตูฉบับนี้ก็ไม่น้อยหน้า เข้าชิง5รางวัลอะคาเดมี่ ในสาขา ถ่ายภาพยอดเยี่ยม, เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม, ออกแบบงานสร้าง และ แต่งหน้าทำผม ยอดเยี่ยม ถึงจะชวดทั้งห้ารางวัล แต่ หนังก็ทำเงินจากการฉายทั่วโลกไป 181.3 ล้านเหรียญสหรัฐ จากทุนสร้าง 50 ล้านเหรียญสหรัฐ
ตั้งแต่ นอสเฟอราตู แรก (1922) ที่ ฟิลม์ถูกเผาเพราะแพ้คดีลิขสิทธิ์ทำให้มันเป็น ของ แรร์ และ ฟิลม์ส่วนหนึ่งที่รอดจากการทำลายล้างในครั้งนั้นกลายมาเป็นแม่แบบของภาพยนตร์สยองขวัญด้วยแนวคิดภาพที่เน้นเงา การบิดเบือนความจริง(หลอน) ความรู้สึกกดดันและเหนือจริงเหล่านี้ คือ German Expressionism ทั้งสิ้นทั้งนี้เรามีโอกาสได้ยลภาษาศิลป์ที่โลกยังใช้อยู่จนทุกวันนี้ในหนังอย่าง The Batman, Blade Runner และ ภาพยนตร์ ของ โรเบิร์ต เอกเกอร์ ทุกเรื่อง ซึ่ง เป็นผู้กำกับ นอสเฟอราตู ฉบับล่าสุดคนนี้ครับคุณที่รัก
7.1/10 85%
🎥 IMDb 🍅Rotten Tomatoes
ชมได้ที่
⚫️ HBOMAX (ซับสไคร์ป)